อัพเดตบทความใหม่ ข่าวในวงการออกแบบ กราฟฟิก บรรจภัณฑ์

Microsoft เริ่มแสดงโฆษณา OneDrive ใน Windows Explorer แล้ว

Microsoft เริ่มแสดงโฆษณา OneDrive ใน Windows Explorer แล้ว

ถือเป็นปัจจัยหลักๆในการทำการตลาดออนไลน์ สำหรับการทำ AD โฆษณา ซึ่งส่วนใหญ่เรามักจะพบกันตามโซเชียลมีเดีย อย่าง Facebook และYoutube แต่ล่าสุดพบว่าการทำ AD โฆษณานั้นไม่ได้มีอยู่แค่บนโซเชียลมีเดียอย่างเดียวแล้ว เมื่อ Microsoft ได้เริ่มมีการปล่อยโฆษณาของ OneDrive ออกมาบน File Explorer ซึ่งแน่นอนว่าผู้ใช้งาน Windows 10 ทั่วโลกในขณะนี้จะมีโอกาสเห็นเป็นจำนวนมากที่สุดในโลกอย่างแน่นอน

เมื่อมีผู้ใช้งาน Windows 10 ได้รายงานผ่าน Reddit ว่า ตอนนี้เริ่มพบการแจ้งเตือนโฆษณาแบบป๊อปอัพ โดยล่าสุดทาง Microsoft ได้เริ่มแสดงโฆษณา OneDrive ใน Windows Explorer บางส่วนแล้วล่ะคะ ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เคยมีทั้งโฆษณาบนหน้า Lock-Screen และบน Taskbar มาแล้ว โดยโฆษณาดังกล่าวจะแสดงอยู่ในหน้าจอ This PC โดยจะขึ้นเป็นแถบโฆษณา ขนาดใหญ่ใต้แถบเครื่องมือ ที่กล่าวถึงบริการเก็บไฟล์ OneDrive รวมถึงบริการ Office 365 รายเดือน ที่จะให้พื้นที่เก็บไฟล์มากถึง 1TB

Microsoft_ADS

 

จากการที่ Microsoft เริ่มแสดงโฆษณา OneDrive ใน Windows Explorer นั้น ซึ่งรอบนี้เป็นโฆษณาที่มีความชัดเจนกว่ารอบที่แล้วเพราะมีปุ่ม Learn More เพิ่มเข้ามาด้วย จากเดิมที่เป็นเพียงปุ่ม Sign In ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในจุดที่ผู้ใช้หลายคนรู้สึกไม่ค่อยดีนักเพราะโปรแกรม Microsoft Windows 10 นี้มันเป็นโปรแกรมซื้อขาด จึงไม่ควรที่จะมีโฆษณาเข้ามาปรากฎในโปรแกรมหลัก โดย Microsoft ได้ตอบอีเมลถึง The Verge โดยให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า ป๊อปอัพที่แสดงโฆษณาดังกล่าวนั้นมีไว้เพื่อให้คำแนะนำช่วยให้ผู้ใช้ใหม่ได้ทราบถึงฟีเจอร์ในการเข้าถึงระบบเก็บและจัดการไฟล์บนคลาวด์ของ Windows 10 เท่านั้นโดยผู้ใช้สามารถเลือกปิดโฆษณาได้ตลอดเวลา หรือหากต้องการปิดโฆษณาดังกล่าวแบบถาวร  ผู้ใช้จะต้องปิดการแจ้งเตือนทั้งหมดของ OneDrive ไปด้วย  โดยมีผู้ใช้อีกกลุ่มหนึ่งพบว่าแม้ว่าตนจะใช้ Office 365 อยู่แล้ว  แต่ก็ยังคงพบกับโฆษณาดังกล่าวอยู่นั่นเองคะ สำหรับใครที่ต้องการปิดโฆษณาดังกล่าว สามารถทำได้เองด้วยขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้คะ

folder-options

  1. เข้าไปที่ Option แล้วเลือก Change folder and Search Option
  2. จากนั้นเข้าไปที่หน้า View เลื่อนลงมาล่างสุดแล้วคลิกเอา Show Sync Provider Notifications ออกได้เลยคะ

เพียงเท่านี้ก็จะไม่มีโฆษณาของ OneDrive ป๊อปอัพ ขึ้นมากวนใจอีกต่อไป ส่วนใครที่ยังไม่ได้ใช้ Windows 10 ก็ไม่ต้องกังวลเพราะไม่มีโฆษณาขึ้นมาคั่นอย่างแน่นอนคะ

Microsoft เริ่มแสดงโฆษณา OneDrive ใน Windows Explorer แม้ว่าไมโครซอฟท์จะมีมาตรการต่างๆ ในการผลักดันยอดผู้ใช้ Windows 10 ไม่ว่าจะเป็นการลดราคาค่าลิขสิทธิ์, อัพเกรดฟรี, หรือแม้แต่การปล่อยให้ผู้ผลิตสามารถนำไปติดตั้งได้ฟรีๆ นั้น ที่ผ่านมาก็ดูเหมือนว่าไมโครซอฟท์จะเพิ่มการโฆษณาต่างๆ เข้ามาในตัวระบบปฏิบัติการมากขึ้น ซึ่งในมุมของผู้ใช้ที่ซื้อโปรแกรมมานั้นก็ดูจะไม่แฟร์สักเท่าไหร่นัก และในขณะนี้ก็ยังไม่มีท่าทีใดๆ จากไมโครซอฟท์ว่าจะทำอย่างไรกับโฆษณาเหล่านี้เลยล่ะคะ

เคล็ดลับ การสร้างรายได้จาก Social รู้ก่อนรวยก่อน

เคล็ดลับ การสร้างรายได้จาก Social รู้ก่อนรวยก่อน

ในปัจจุบันนี้ Social Network มีให้ใช้บริการมากมายหลากหลายประเภทด้วยกัน ทำให้เกิดโอกาสในการสร้างรายได้มากมายหลายช่องทางให้กับผู้ที่สนใจ หลายคนใช้โอกาสนี้สร้างรายได้ทั้งเป็นงานประจำหรือการหารายได้เสริม ซึ่งทุกวันนี้ทุกคนต่างใช้ Social Network ในการสื่อสารมากขึ้น15 รวมถึงการจับจ่ายสินค้าออนไลน์โดยไม่ต้องเดินทางไปถึงร้านให้เสียเวลาเหมือนแต่ก่อน จึงได้มีการหารายได้ผ่านทาง Social Network กันหลากหลายช่องทางตามความถนัดมากขึ้น วันนี้ผมจะมายกตัวอย่างการหารายได้ผ่านทาง Social Network ให้ดูกันครับผม

เคล็ดลับ การสร้างรายได้จาก Social

1.ขายสินค้าผ่าน Social Network เช่น Facebook, Instagram

เป็นสื่อออนไลน์ที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันมากที่สุดในขณะนี้ และก็เป็นช่องทางการหาเงินที่ดีเยี่ยมอีกช่องทางหนึ่ง แต่ต้องมีการสำรวจตลาดกันสักนิดว่า ความต้องการซื้อผู้บริโภคมากน้อยเพียงใด มีคู่แข่งมากน้อยเพียงใด สินค้าเรามีจุดเด่นจุดด้อยยังไง การจัดการสต็อกสินค้าอย่างไร ถ้าเราขายในสิ่งที่เราชอบทำในสิ่งที่ตัวเองรักเราจะมีความรู้ในเรื่องนั้นๆ เป็นอย่างดี หาสินค้าที่มีคุณภาพ ตรงใจลูกค้าได้ สามารถตอบคำถามลูกค้าได้อย่างเชี่ยวชาญ แต่ถ้าสินค้าที่เราเอามาขายแล้วถ้ามันขายออกยากล่ะ มันขายแล้วได้กำไรน้อยล่ะเราควรจะมีการตลาดอย่างไร

2.การ Review สินค้า

ไม่ว่าจะเป็นการเขียนรีวิว ทำวิดีโอ หรือLiveสด สินค้าหรือผลิตภัณฑ์นั้น ๆ ก็สามารถทำเงินให้เราได้จากเจ้าของแบรนด์  การทำให้สินค้านั้น ๆ ดูน่าซื้อ น่าสนใจ มีความน่าเชื่อถือ  โดยการทำ review สินค้านั้น ผู้ review ควรทำความเข้าใจกับสินค้านั้น ถ้าสินค้ามีลักษณะเหมือนกัน ก็ควรรับ review ผลิตภัณฑ์ใดผลิตภัณฑ์หนึ่งและควรเว้นระยะการ review เพื่อความน่าเชื่อถือของตัวสินค้าและตัวผู้ทำ review เอง

3.การทำ Blog ของตัวเอง

การเขียน blog อาจจะเหมาะกับคนที่ชอบเขียนชอบเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่น่าสนใจให้ผู้คนมาติดตาม หาก blog ของเรามีผู้เข้ามาติดตามและอ่านเป็นจำนวนมากแล้วล่ะก็ อาจจะลองหาโฆษณามาลงที่ blog ของเราเพื่อหารายได้เพิ่ม ยิ่งถ้า blog ของเราน่าสนใจก็สามารถต่อยอดโดยทำเป็น Affiliate เสริมได้ดีทีเดียว หรืออาจลองเสนอกับสำนักพิมพ์เพื่อทำเป็นเล่มวางขายได้ครับ

4.เป็นโค้ชทางไกลผ่านทาง Social Media

ไม่ว่าเราจะเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านใด เราสามารถทำงานให้คำปรึกษาในงานเหล่านี้ได้เหมือนกับทำงานกับผู้คนตามปกติ โดยเราจะเป็นโค้ชผ่านทางโซเชียลมีเดีย เช่นอีเมล์หรือสไกป์  โดยอันดับแรกเราจะต้องประชาสัมพันธ์ตัวเราให้เป็นที่รู้จัก เมื่อเรามีผู้ที่ติดตามในโซเชียลมีเดีย เราก็จะเริ่มต้นการให้บริการเป็นโค้ชได้เลย ซึ่งวิธีการนี้จะสามารถสร้างรายได้ให้กับตัวเราเองเป็นจำนวนมาก หากเรามีความเป็นมืออาชีพ ร่วมถึงมีความสม่ำเสมอทั้งนี้เนื่องจากการเป็นโค้ชผ่านโซเชียลมีเดียใช้เวลาน้อยกว่าการเป็นโค้ชแบบตัวต่อตัว

5.เข้าร่วมเป็นนายหน้าขายสินค้ากับอะเมซอน(Amazon Affiliate)

หากคุณเป็นสมาชิกของ Amazon แล้วเมื่อเราเข้าไปในหน้า Amazon จะมีลิ้งค์สินค้าของอะเมซอน ซึ่งเราสามารถนำมาวางในบล็อคหรือเว็บไซต์ของเราเมื่อมีผู้ที่เข้ามาอ่านและคลิกลิ้งค์สินค้าที่ปรากฏ เราก็จะได้รับค่านายหน้า และจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไป และเราควรเขียนบทความแนะนำสินค้าให้ดีและมีความน่าเชื่อถือ เพราะจะทำให้มีคนเข้ามาอ่านมากและตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าในที่สุด

6.สร้างรายได้จากช่องยูทูปของเราเอง(Monetize your YouTube channel)

เราสามารถสร้างรายได้โดยการเข้าร่วมเป็นยูทิวบ์พาร์ทเนอร์โปรแกรม (YouTube Partner Program) โดยเราสามารถสร้างรายได้จากช่องทาง หรือ Channel ของเราเองจากรายได้ส่วนแบ่งค่าโฆษณาจากทาง Google

7.ขายภาพถ่าย(Photo Stock)

เราสามารถใช้บริการเว็บไซต์อย่าง ฟลิกเกอร์ (Flickr) เพื่ออัพโหลดรูปภาพผ่านระบบดิจิตอล ซึ่งรูปที่อัพโหลดไปผู้ใช้งานสามารถเข้าไปอัพโหลดไฟล์ภาพเพื่อใช้ในเว็บไซต์ของพวกเขาได้ฟรีภายใต้ใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอน (Creative Commons license) เมื่อเราอัพโหลดรูปภาพแล้ว เราก็จะสามารถเข้าไปอัพโหลดรูปภาพเพื่อนำเข้าไปในเว็บไซต์คลังภาพอื่นๆเช่น Shutterstock หรือ iStockphoto ซึ่งผู้ใช้งานจะต้องจ่ายเงินสำหรับการนำรูปภาพไปใช้งาน  และเราจะได้ค่าตอบแทนซึ่งจะค่อยๆเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

8.ขายอีบุ๊ค(Info Products/eBooks)

หากคุณมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แล้วลองนำมาเขียนอีบุ๊คออกขาย และเมื่อผลงานปรากฏในโซเชียลมีเดียให้ผู้คนได้เห็นอย่างสม่ำเสมอ และสามารถทำให้ผู้ที่เห็นเกิดความสนใจและเลือกซื้ออีบุ๊คได้ในที่สุด และเราก็ยังสามารถออกผลงานอีบุ๊คด้วยรูปแบบง่ายๆอย่าง PDF หรือผ่านบริการต่างๆ เช่น โปรแกรมอะเมซอน คิลเดิล Amazon’s Kindle

9.ขายสินค้างานฝีมือในอินสตาแกรม(Inselly)

ด้วยคุณสมบัติอย่างหนึ่งของโซเชียลมีเดียอย่างอินสตาแกรม คือ inSelly ที่เราสามารถแสดงรูปภาพของสินค้าที่เราต้องการขายเข้าไปได้ ดังนั้นหากเราเป็นคนที่มีทักษะทางศิลปะในการทำงานฝีมือต่างๆ ก็ลองนำมาทำเป็นสินค้าที่สามารถสร้างกำไรให้กับเราได้ หรือใช้ช่องทางจากบริการอื่นที่เหมือนกันอย่าง Etsy เป็นต้น

 10.ยั่วน้ำลายผู้คนด้วยสินค้าของคุณใน Pinterest

Pinterest คือพื้นที่สำหรับการขายสินค้าต่างๆ ด้วยบริการของ Pinterest ที่มีการให้บริการ virtual pin-board  หรือกระดานปักหมุด กลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อมักเข้ามาใช้งานกันโดยเพียงปักหมุดเลือกสินค้าที่พวกเขาสนใจเอาไว้แล้วซื้อในภายหลัง

11.ให้บริษัทผู้ผลิตสินค้าเข้ามาใช้พื้นที่ใน Social Media ของคุณโปรโมตสินค้า

เพียงเราใช้ประโยชน์จากยอดผู้ติดตามเราในโซเชียลมีเดีย โดยการขายให้กับบริษัทต่างๆ เพื่อให้บริษัทเหล่านั้นเข้ามาใช้พื้นที่โซเชียลมีเดียของเราเข้ามาโพสต์สินค้าและบริการต่างๆ ของบริษัท

12.เป็นผู้จัดการ Social Media ให้กับธุรกิจต่างๆ

เราสามารถจับงานโปรโมตบริษัทหรือแบรนด์สินค้าผ่านทางบริการโซเชียลมีเดียต่างๆ คล้ายๆว่าเป็นผู้รับจ้างอิสระที่สามารถทำงานทางไกลหรือทำที่บ้านได้ หากเรามีประสบการณ์เกี่ยวกับโซเชียลมีเดีย เราก็สามารถได้รับการว่าจ้างให้เป็นผู้พัฒนากลยุทธ์ด้านการตลาดของโซเชียลมีเดียของบริษัทต่างๆ ได้เลย

เคล็ดลับ การสร้างรายได้จาก Social

เห็นไหมครับว่า Social Network ช่วยเพิ่มช่องทางการค้า เป็นรายได้เสริม หรืออาจจะเป็นงานประจำได้เลย หากเราศึกษาข้อมูล และลงมือทำโดยมีความรู้ รวมถึงมีเป้าหมาย และแนวทางของตนเอง การหารายได้จาก  Social Network ก็ไม่ใช่เรื่องยากเลยครับผม

 

LINE เปิดตัว Clova Cloud AI ผู้ช่วยเสมือนจริงระบบคลาวด์

LINE เปิดตัว Clova Cloud AI ผู้ช่วยเสมือนจริงระบบคลาวด์

Line แอพแชทยอดฮิต ได้ทำงานร่วมกับ Sony และ Naver ผู้ให้บริการ seach portal ชั้นนำของเกาหลีใต้เพื่อพัฒนาผู้ช่วย AI ของตัวเอง ประกาศ เปิดตัว Clova AI ที่อยู่บนคลาวด์ครั้งแรกของที่ Mobile World Congress ณ เมืองบาร์เซโลน่า ประเทศสเปน โดยจะทำหน้าที่ผู้ช่วยเสมือนจริงผ่านระบบคลาวด์
เป็นระบบปัญญาประดิษฐ์แนวใหม่ ที่จะเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และเทคโนโลยี ตลอดจนพลิกโฉมการใช้ชีวิตของผู้ใช้งานไปอย่างสิ้นเชิง

Clova ย่อมาจาก Cloud Virtual Assistant หรือผู้ช่วยเสมือนจริงระบบ Cloud โดยระบบ Clova จะเชื่อมต่อบริการของ LINE ทุกอย่างเข้าด้วยกัน ซึ่งส่วนสำคัญของ Clova ก็คือ สมองประดิษฐ์ AI และเครื่องตรวจจับสัญญาณต่าง ๆ มีความสามารถในจดจำใบหน้า เสียง และการกระทำของมนุษย์ได้ รวมทั้งยังเข้าใจข้อมูลที่ป้อนเข้ามาในระบบอีกหลากหลายประการ เจ้า Clova นี้มันจะเข้าใจภาษา ในหลายภาษา เพราะมันมีระบบแปลและเครื่องให้คำเสนอแนะในตัว จึงสามารถสื่อสารกับผู้ใช้งานในภาษาทั่วไปได้ เพื่อตอกย้ำการให้บริการที่เข้ากับความต้องการของผู้ใช้งานได้เป็นอย่างดี เข้าใจแม้แต่คำถามยาก ๆ รวมทั้งยังสามารถให้คำแนะนำที่มีความซับซ้อนได้อีกด้วย โดยการทำงานนั้น มันจะนำข้อมูลที่ได้รับไปประมวลผลร่วมกับคลังข้อมูลระดับเจาะลึก และขนาดมหาศาลของ LINE เพื่อใช้ประโยชน์จากเนื้อหาและบริการของ LINE อย่างเต็มที่คะ

 

Setup-Clover-Go

การทำงานของ Clova จะเป็นผู้ช่วยเราในหลายด้าน โดยจะโต้ตอบผ่าน Clova App ซึ่งเราสามารถสั่งงานได้ทั้งค้นหาเส้นทาง ติดต่อผู้คน หรือ ตอบโต้กับผู้ใช้ได้ สามารถจัดการระบบภายในบ้านคล้ายกับ Gatebox.ai โดยในระยะแรก อุปกรณ์และแอพพลิเคชั่นที่ใช้กับ Clova Interface Connect (CIC) จะต้องพัฒนาจาก LINE และ NAVER เท่านั้น แต่เมื่อมีการเริ่มใช้งานในระยะที่สอง ระบบปัญญาประดิษฐ์นี้จะรองรับนวัตกรรมจากผู้พัฒนาสินค้า และบริการรายอื่นๆ ด้วย โดยเนื้อหาและบริการที่เชื่อม Clova เข้ากับ the Clova Extension Kit (CEK) จะต้องใช้อุปกรณ์และแอพพลิเคชั่นที่ผลิตด้วย LINE และ NAVER เท่านั้นในระยะแรก แต่จะมีการเปิดให้ผู้พัฒนาอื่นๆ ได้ส่งเสริมการใช้ระบบ Clova ด้วยเช่นกันในภายหลัง เพื่อให้ระบบ Clova สามารถขยายตัวและพัฒนาต่อไปในอนาคต

นายอิเดซาประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE Corporation ได้ย้ำชัดว่า Clova จะมีประโยชน์เหนือชั้น จากจุดเด่น 4 ประการคือ

เทคโนโลยีโปรแกรมแชทของ LINE

เทคโนโลยีการสืบค้นของนา NAVER

ความหลากหลายของบริการและเนื้อหาจาก LINE และ NAVER

ข้อมูลจำนวนมากที่ LINE และ NAVER รวบรวมจากผู้ใช้งาน

จากการที่ LINE ได้เปิดตัว Clova Cloud AI ผู้ช่วยเสมือนจริงระบบคลาวด์นี้ เป็นการเปิดตัว Wave พร้อมระบบ Smart Assistant Clova ก็เพื่อรองรับกระแสความนิยมผู้ช่วยอัจฉริยะในบ้านในช่วงเวลาที่ Alexa และ Google Home ยังไม่ได้ให้บริการในทวีปเอเชีย ซึ่งถือเป็นโครงการที่สำคัญของ LINE และจะเป็นการพลิกโฉมที่ยิ่งใหญ่ไม่น้อยไปกว่าการเกิดของสมาร์ทโฟนที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อ 10 ปีก่อน โดยระบบ Clova จะเชื่อมต่อบริการของ LINE ทุกอย่างเข้าด้วยกันและนำพาผู้ใช้งานก้าวไปสู่อนาคตใหม่ ก้าวไกลไปกว่าระบบสัมผัส แสดงภาพ หรือการสืบค้นข้อมูลแบบอัจฉริยะ

โดย..เจ้าน้อย..

 

 

edges2cats เว็บวาดภาพแมวสุดฮิต ที่ทาสแมวต้องลองเล่น

edges2cats เว็บวาดภาพแมวสุดฮิต ที่ทาสแมวต้องลองเล่น

ต่อไปนี้การวาดรูป จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปแล้วล่ะคะ ด้วย edges2cats เว็บวาดภาพแมวสุดฮิต ที่ทาสแมวต้องลองเล่น วาดเพียงนาทีเดียว ก็ได้ภาพแมวเสมือนจริงทันที และที่น่าสนุกกว่านั้นก็คือ ในบางครั้งมันกลับออกมาคล้ายสัตว์ประหลาดที่ดูน่ากลัวหรือหลอน ๆ แทนที่จะเป็นแมวซะงั้น

edges2cats แอพวาดภาพแมวยอดฮิต แค่ลากเส้นก็ออกมาเป็นแมวได้  โดยเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2560 ที่ผ่านมา ได้เกิดกระแสการแชร์ภาพที่ชาวโซเชียล ได้วาดภาพเค้าโครงร่างแมวแบบลายเส้น ให้ AI แต่งรูปที่เราวาดเมื่อคอมพิวเตอร์ประมวลผลออกมาเป็นแมวที่มีขนปุกปุยมีสีสันคล้ายแมวจริง ๆ ให้โดยอัตโนมัติ  ขึ้นมาในเฟซบุ๊ก  และในบางครั้งถ้าเราวาดมั่วๆ ลองดูว่าแมวของคุณจะหน้าตาเป็นยังไงมันนั้น ผลที่ได้กลับออกมาคล้ายสัตว์ประหลาดที่ดูน่ากลัวหรือหลอน ๆ แทนที่จะเป็นแมวซะงั้นโดยมีจุดเด่นอยู่ที่บริเวณดวงตา

edges2cats เว็บวาดภาพแมวสุดฮิต โดยให้ AI แต่งรูป เป็นงานวิจัยชื่อ Image-to-Image Translation with Conditional Adversarial Nets ซึ่งเป็นการสอนให้ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI รับรู้ภาพได้ดีขึ้น และยังสามารถสร้างภาพ จากภาพต้นแบบได้อีกด้วย โดยมีโปรแกรมที่ใช้งานวิจัยนี้ต่อยอดชื่อ Pix2Pix เป็นโปรแกรมที่ให้เราวาดสิ่งต่างๆ แล้วมันจะทำให้สิ่งนั้นสมจริง (ผ่านการเรียนรู้จากภาพถ่ายจำนวนมาก) โดย edges2cats เป็นที่รู้จักจากการที่ชาวเน็ตเข้าไปเล่นกันในเว็บไซต์ Image-to-Image Demo  โดย Pushbullet , Chistopher เฮสส์ ที่พัฒนาระบบขึ้นมาให้ประมวลผลภาพจากแบบร่างให้ดูเหมือนของจริงแบบอัตโนมัติ โดยใช้รูปภาพของจริงนับพันภาพเพื่อนำมาใช้ในการประมวลผล ซึ่งความแม่นยำอาจไม่ 100% แต่ก็ถือว่าทำงานได้ดีพอสมควรเลยล่ะคะ

ซึ่งเว็บไซต์ดังกล่าวได้พัฒนาระบบออกมาทั้งหมด 3 เวอร์ชั่น ที่เราเพียงแค่วาดเส้นร่างแล้วมันจะทำให้ภาพวาดเราสมจริงขึ้นมา

facadesfacades ที่จะสร้างภาพอาคารขึ้นมาจากการวาดกรอบสี่เหลี่ยม แล้วจะประมวลผลเป็นออกมาภาพอาคารของจริง

edges2catsedges2cats ที่จะสร้างภาพแมวขึ้นมาจากการวาดลายเส้น ให้เป็นภาพแมวเสมือนจริงทันที

edges2shoesedges2shoes ที่จะสร้างภาพรองเท้าเสมือนจริงขึ้นมาจากการวาดลายเส้น

edges2handbags

 

 

edges2handbags ที่จะสร้างภาพกระเป๋าที่เก็บรวบรวมจาก เว็บ Amazon สุดฮิตกระเป๋าจากลายเส้น กลายเป็นภาพเสมือนจริง

ซึ่งเวอร์ชั่นที่คนกำลังฮิตเล่นกันมากที่สุดในขณะนี้ก็คือ edges2cats นั่นเองค่ะ เว็บวาดภาพแมวสุดฮิต ที่ทาสแมวต้องลองเล่น คุณสามารถลองเข้าไปวาดแมวในแบบของคุณได้ จะน่ารักหรือน่ากลัว หรือไม่ต้องวาดเป็นแมวเลยก็ได้ แล้วกดปุ่ม Generate มันก็จะสร้างแมวสมจริงในแบบนั้นออกมาให้ทันที ซึ่งถ้าวาดมั่วมาก ภาพมันก็จะออกมาสยองมากเลยล่ะคะ ใครที่อยากลองก็เข้าไปเล่นกันได้เลยที่นี่คะ http://affinelayer.com/pixsrv/ หรือจะเข้าไปดูงานวิจัยก็คลิกได้เลยคะ https://phillipi.github.io/pix2pix/

 

 

 

 

Litely แอพแต่งรูป ที่ช่างภาพสมาร์ทโฟนควรลอง

Litely แอพแต่งรูป ที่ช่างภาพสมาร์ทโฟนควรลอง

Litely แอพแต่งรูป ที่ช่างภาพสมาร์ทโฟนควรลอง สำหรับการถ่ายภาพด้วยสมาร์ทโฟน ถ้าโจทย์ของคุณคืออยากได้ฟิลเตอร์สวยๆแบบ Instagram / VSCOcam Litely App แอพถ่ายภาพ แต่งภาพให้ดูดีมีเกรด
ที่ช่างภาพบนสมาร์ทโฟนทุกคน ควรหามาใช้กันให้ไว ให้คุณแต่งรูปภาพได้ง่ายๆ และมีเครื่องมือมากมายให้เลือกใช้ โดยจะเลือกรูปภาพจากอัลบั้ม หรือจะถ่ายรูป ณ ตอนนั้น เพื่อมาแต่งรูปเลยก็ทำได้ง่ายๆค่ะ

แอพพลิเคชั่นถ่ายภาพ นับว่าเป็นตัวช่วยที่สำคัญที่สุดสำหรับการถ่ายภาพ Litely แอพแต่งรูปที่ช่างภาพสมาร์ทโฟนควรลอง) ซึ่งข้อดีของการแต่งภาพบนแอพนี้ก็คือ เวลากดฟิลเตอร์ เราจะมีเส้นทแยงแบ่งภาพ ให้เห็น Before/After อย่างชัดเจน แถมเลือกระดับความหนักเบาของฟิลเตอร์ได้อีกด้วย โดยจะเลือกรูปภาพจากอัลบั้ม หรือจะถ่ายรูป ณ ตอนนั้น เพื่อมาแต่งรูปเลยก็ทำได้ ใช้ง่ายสะดวก เพียงอึดใจเดียว คุณก็จะได้ภาพสวยงามตามที่คุณต้องการเลยล่ะคะ

Litely เป็นแอพฯฟรี แต่บางฟิลเตอร์ก็จะมีค่าใช้จ่าย จากบริษัท Litely LLC ที่ขาย Presets สวยๆในการแต่งรูปภาพบนคอมพิวเตอร์ ถูกสร้างโดย Cole Rise ช่างภาพมืออาชีพ ที่พัฒนาฟิลเตอร์บน Instagram คือ Hudson, Sierra, Sutro และRise ที่หลายคนคุ้นเคยนั่นเองคะ สามารถใช้บนสมาร์ทโฟน ทั้ง iOS และ Android มีความสามารถในการแต่งภาพระดับมืออาชีพ เลยทีเดียวค่ะ มีพรีเซ็ทเริ่มต้น และสามารถเลือกซื้อเพิ่มได้มากกว่า 66 ชุด
สามารถปรับแต่งง่ายด้วยปลายนิ้ว เมนูใช้งานง่าย มีความสามารถของแอพสามารถปรับแต่งภาพได้อย่างฉลาด ซึ่งเราสามารถใช้แอพ Litely แต่งภาพได้ด้วยวิธีง่ายๆ ดังนี้คะ

  1. เมื่อเราเปิดแอพเข้ามาก็จะเจอ Grid ค่ะ เราต้องทำการเพิ่มภาพเข้าไปก่อน โดยมีตัวเลือกระหว่างเลือกภาพจาก Gallery หรือจะถ่ายใหม่จากกล้องสมาร์ทโฟน เลยก็ได้คะ

litely-1

2. หลังจากเลือกรูปภาพเสร็จ ก็จะเข้าสู่หน้าเลือก Presets หรือแบบแต่งสีสำเร็จรูป เลือก Presets ที่ชื่นชอบ และสามารถปรับค่าความเข้ม โดยแตะที่รูปภาพแล้วเลื่อนไปมาได้

litely-2

3. Litely จะมีเครื่องมือเพิ่มเติมที่ใช้ปรับแต่งทั่วๆ ไปอย่าง คือ Exposure, Sharpen, Vibrance, Vignette และยังมีขายอีกจำนวนหนึ่งซึ่งดูแล้วยั่วยวนใจไม่น้อยเลยล่ะคะ

litely-4

 

 

4. เราสามารถเลือกรูปแบบการ Crop แบบ Square และ Original ได้ รวมถึงการปรับหมุนรูปภาพ (Rotate) ได้อีกด้วย

litely-5

5. เมื่อเราตกแต่งจนเป็นที่พอใจแล้ว เราสามารถเลือกบันทึกรูปภาพ หรือจะแชร์ไปยัง Social Network ต่างๆ เช่น Instagram, Twitter, Facebook หรือจะส่ง Message และ Email ก็ได้เลยค่ะ นอกจากนี้ยังสามารถเลือกเปิดกับแอพฯอื่นๆต่อได้อีกด้วยด้วย (send to other apps)

Litely แอพแต่งรูปที่ช่างภาพสมาร์ทโฟนควรลอง แอพดีๆมีทุกแพลตฟอร์ม ใครอยากลองก็สามารถดาวน์โหลดทั้งบน App Store และ Play Store ได้เลยค่ะ

 

โดย..เจ้าน้อย..

 

Google Penalty การลงโทษจาก Google และการแก้ปัญหา

Google Penalty การลงโทษจาก Google และการแก้ปัญหา

ในโลก Search Engine ทุกเว็บไซต์ต้องอยู่ภายใต้กฏของกูเกิ้ล เว็บไซต์ไหนที่ทำตัวออกนอกลู่นอกทาง พูดง่ายๆคือทำผิดกฏก็จะได้รับการลงโทษจากกูเกิ้ล การลงโทษดังกล่าวเรียกว่า Google Penalty ทำให้ผลการค้นหาของเว็บไซต์นั้นๆตกไปอยู่ในอันดับที่ไม่ดี
หรือไม่ก็ไม่ปรากฏใน Google อีกเลย ซึ่งบางครั้งเว็บมาสเตอร์จะเรียกแบบเสียดสีว่า Google Slap

Google Penalty คือการที่เว็บไซต์โดนกูเกิ้ลลดอันดับจากผลการค้นหา เนื่องจากเว็บไซต์ดังกล่าวไม่ได้ทำตามกฎและเกณฑ์ตามที่กูเกิ้ลวางไว้ หรือในกรณีที่เลวร้ายที่สุดคือโดนลบออกจากผลการค้นหาไปเลยค่ะ โดยกระบวนการลงโทษโดยกูเกิ้ลแบ่งออกเป็น 2 แบบคือ

google-penalties-graph

การลดตำแหน่งเว็บไซต์โดยโปรแกรมหรือที่เรียกว่า Algorithm ของกูเกิ้ล ซึ่งมีการอัปเดตเล็กๆน้อยแทบจะทุกวัน และมีการอัปเดตครั้งใหญ่หลายครั้งต่อปี การลงโทษในกรณีนี้เว็บมาสเตอร์แทบจะไม่เห็นสิ่งบ่งชี้อื่นเลยนอกจากพบว่าอันดับของเว็บไซต์ของตัวเองได้ตกไปแล้ว และ google ก็ไม่ได้ส่งข้อความมาแจ้งเตือนอะไรด้วย วิธีการเดียวที่รู้ได้คือหมั่นตรวจสอบผลการค้นหาจากการค้นหาตรง หรือใช้เครื่องมือสถิติเว็บ เช่น Google Analystics หากเว็บไซต์ของเรามี traffic มาจาก Google ก็จะเห็นกราฟจำนวนเข้าชมเว็บร่วงลงอย่างชัดเจน

การลดตำแหน่งโดยพนักงานของกูเกิ้ล โดยจะทำการลดอันดับหรือลบเว็บที่ทำผิดหลักเกณฑ์ หรือผิดกฏออกจากฐานข้อมูล การลงโทษในรูปแบบนี้ถือเป็นอะไรที่ร้ายแรงที่สุดเพราะมันหมายถึงเจ้าหน้าที่ของ Google เห็นชัดแล้วว่าเว็บของเราทำผิดและไม่มีคุณสมบัติอยู่ในตำแหน่งผลการค้นหา แต่ถ้าเราไม่ได้ทำผิดกฎแบบสุดขั้วจริงๆโอกาสที่จะถูกลงโทษในรูปแบบนี้มีน้อยมากค่ะ

ส่วนวิธีการแก้ปัญหา Google Penalty นั้นเราจะแก้ไขจากวิธีการลงโทษทั้ง 2 แบบดังนี้คะ

ถ้าพบข้อความว่าเว็บไซต์ถูกทำโทษโดยการลดตำแหน่งโดยพนักงานของกูเกิ้ล ต้องรีบทำการแก้ไขโดยด่วน โดยการตรวจสอบจาก Google Search Console แล้วทำตามคำแนะนำที่ปรากฏ แต่ถ้าเว็บไซต์ของเราไม่ถูกทำโทษ จะมีข้อความปรากฏเขียนว่า No manual webspam actions found ก็เป็นอันว่าสบายใจได้คะ

google-search-console

ถ้าหากเว็บไซต์ของเราถูกทำโทษการลดตำแหน่งโดยพนักงานของกูเกิ้ล  ในกรณีนี้ก็จะมีข้อความแจ้งเตือนในส่วนของ Search Traffic -> Manual Actions วิธีการแก้ไขการถูกลงโทษแบบนี้คือต้องเข้าใจ กฏและระเบียบของ Google ให้ระเอียดแล้วหาให้ได้ว่ามีส่วนไหนบ้างที่เว็บของเราไม่ตรงตามกฏเกณฑ์และรีบแก้ไขโดยด่วน เมื่อมีการอับเดท Algorithm ครั้งต่อไป เว็บของเราก็อาจจะถูกยกเลิกจากการถูกลงโทษแล้วล่ะคะ

จากการลงโทษจาก Google ที่เรียกว่า Google Penalty  นี้ สรุปได้ว่าวิธีที่เว็บไซต์จะอยู่ในตำแหน่งที่ดี และไม่ถูกลงโทษ คือการทำ SEO แบบมีคุณภาพและถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่ Google กำหนด หรือที่เรียกว่า White-Hat SEO เท่านั้นค่ะ

 

 

 

 

Li-Fi ระบบเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านแสง เร็วแรงกว่า WiFi 100 เท่า

Li-Fi ระบบเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านแสง เร็วแรงกว่า WiFi 100 เท่า

Li-Fi เป็นการเชื่อมต่อไร้สายผ่านแสงสว่าง โดยคลื่นแสงเป็นพาหะในการส่งผ่านข้อมูลแทนเทคโนโลยีที่เราคุ้นเคยกันดีอย่าง Wi-Fi ซึ่งเป็นการส่งผ่านสัญญาณอินเทอร์เน็ต หรือส่งผ่านข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ ผ่านคลื่นความถี่วิทยุ
และแน่นอนว่าเจ้า Li-Fi นี้มันมีคุณสมบัติเด่นที่ดีกว่าการเชื่อมต่อผ่าน Wi-Fi คือ มีความเร็วในการรับ-ส่งข้อมูลสูงถึง 224 Gbps โดยสูงกว่า Wi-Fi นับ 100 เท่าตัวเลยทีเดียวค่ะ

Li-Fi แนวคิดที่ปฏิวัติวงการ IT ระดับโลก ของศาสตราจารย์ Harald Haas นักฟิสิกส์ชาวเยอรมัน จากมหาวิทยาลัยเอดินบะระ ได้เสนอแนวคิดนี้ในงาน TED Talk ที่สก็อตแลนด์ เมื่อปี 2011 โดยจินตนาการว่าหลอดไฟ ที่เราใช้กันอยู่ตามบ้านสามารถทำหน้าที่เป็นเราเตอร์แบบไร้สายได้ หลังจากที่ผ่านไป 4 ปี จากความร่วมมือของศูนย์ Li-Fi R&D แห่งมหาวิทยาลัย University of Edinburgh และบริษัท pureLiFi Ltd. ในเครือของมหาวิทยาลัย ศาสตราจายร์ Haas ก็ได้กลับมาพร้อมกับระบบต้นแบบที่สามารถใช้งานได้จริง โดยได้ทำการเปลี่ยนระบบ Li-Fi ที่เป็นเพียงแนวคิดให้กลายเป็นอุปกรณ์ที่จับต้องได้ หรือก็คือ Li-Fi Router นั่นเอง คาดว่าสิ่งประดิษฐ์นี้จะเข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้าของการใช้งานเทคโนโลยีทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ Internet of Things  และระบบพลังงานแสงอาทิตย์ตามบ้าน Gadget ที่ใช้งานกันทั่วไป

lifi_environment

Li-Fi ย่อมาจาก Light Fidelity เป็นเทคโนโลยีการส่งข้อมูลแบบไร้สายด้วยแสง ซึ่งจะใช้หลอดไฟ LED ในการส่งสัญญาณเท่านั้น ด้วยความเร็วสูงมาก ทำให้ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน ขอเพียงแค่มีแสงสว่างจากหลอดไฟ เราก็สามารถใช้งานอินเตอร์เน็ตได้ทันทีค่ะ ซึ่งผลจากการทดลอง Li-Fi สามารถส่งข้อมูลได้เร็วกว่า Wi-Fi ถึง 100 เท่า เรียกได้ว่าสามารถส่งข้อมูลขนาด 1GB เสร็จได้ภายในเวลาแค่ 1 วินาทีเลยล่ะคะ ซึ่งหลักการของเทคโนโลยีนี้ ล่าสุดในการทดลองเทคโนโลยีนี้ในห้องแล็บ พบว่ามันสามารถทำความเร็วในการส่งข้อมูลได้ถึง 224 Gbps โดยใช้การกระพริบของไฟ LED อย่างรวดเร็วในระดับ nano seconds (1/1,000,000 วินาที) นั่นคือกระพริบถี่จนระดับที่สายตาของมนุษย์ไม่สามารถมองเห็น และรูปแบบของข้อมูลจะส่งผ่านไปเป็นค่าความสว่างของแสง  ซึ่งแตกต่างจากระบบปัจจุบันที่เราใช้เป็นคลื่นวิทยุ (Wi-Fi , 4G)  และตอนนี้ก็เริ่มมีการนำเอาไปทดลองใช้จริงในหลายๆ ที่แล้วล่ะคะ และล่าสุดในการทดลองเทคโนโลยีนี้ ยังสามารถส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตแบบแสงผ่านหลอด LED ไปยังตัวรับสัญญาณที่เป็นเซลล์แสงอาทิตย์ (Solar Cell) นั่นคือตัวรับสัญญาณนอกจากจะรับข้อมูลแบบไร้สายความเร็วสูงผ่านแสงแล้ว ยังผลิตกระแสไฟฟ้าได้อีกด้วย ล้ำสุดๆเลยล่ะคะ แต่ว่าเทคโนโลยีนี้ก็ยังมีข้อจำกัดในหลายๆ ด้านอยู่เช่นกัน ตั้งแต่อุปกรณ์ตัวรับสัญญาณก็จะต้องเปลี่ยนมาใช้ที่เป็นมาตรฐานการรับสัญญาณที่เป็นแบบแสง ที่ปัจจุบันยังต้องพัฒนาให้มีขนาดที่เล็กลงจนสามารถนำไปติดตั้งกับอุปกรณ์พกพาได้ และมันยังมีขอบเขตการกระจายสัญญาณที่น้อยกว่า Wi-Fi ดังนั้นถ้าใช้งานจริง รวมถึงในอาคารก็จะต้องมีความถี่ในการติดตั้งไฟ LED มากขึ้น อีกทั้งมันยังไม่สามารถเอาไปใช้นอกอาคารหรือกลางแจ้งได้

Li-Fi ระบบเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านแสง เร็วแรงกว่า WiFi 100 เท่า นับว่าเทคโนโลยีนี้มีความน่าสนใจ และมีความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาต่อยอดไปจนสามารถทำให้มีขนาดที่เล็กลงและใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวันได้ในอนาคตค่ะ

 

โดย..เจ้าน้อย..

 

Facebook ปรับอัลกอริทึม News Feed ให้ความสำคัญกับวิดีโอที่มีความยาวมากขึ้น

Facebook ปรับอัลกอริทึม News Feed ให้ความสำคัญกับวิดีโอที่มีความยาวมากขึ้น

โซเชียลมีเดียตัวพ่อ อย่าง Facebook ได้ประกาศปรับอัลกอริทึม News Feed การแสดงโพสต์ประเภทวิดีโอใหม่ โดยวิดีโอที่มีความยาวจะถูกให้ความสำคัญมากขึ้น และจะส่งผลต่ออันดับในการแสดงผลบน News Feed นำมาซึ่งการมองเห็นจากผู้ใช้ Facebook มากขึ้นอีกด้วยค่ะ

 

new-feed

การแสดงผลบนหน้า News Feed ของ Facebook ในปัจจุบัน จะไม่แสดงผลเฉพาะข้อความบนหน้าเพจส่วนตัว ข่าวสาร หรือรูปภาพเท่านั้นแล้วล่ะคะ แต่โพสต์ประเภทวิดีโอยังปรากฏให้เห็นมากขึ้น ทั้งรูปแบบของ Facebook Live หรือวิดีโอที่ผ่านการตัดต่อเรียบร้อยแล้ว ด้วยความนิยมของโพสต์ประเภทวิดีโอที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จึงเป็นเหตุให้ Facebook เตรียมปรับนโยบายของการแสดงวิดีโอบน News Feed ใหม่ เน้นโพสต์ที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น โดยเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2560 ที่ผ่านมา Facebook นั้น ได้กำลังพัฒนาเพื่อปรับปรุง News Feed ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่เป็นวิดีโอ สำหรับผู้ใช้ให้ตรงตามความสนใจของผู้ใช้มากที่สุด โดยในอดีตที่ผ่านมานั้น  Facebook ได้ปรับปรุง News Feed ที่คำนึงถึงกับการดูวิดีโอ ไม่ว่าจะเป็นการดูวิดีโอปกติ หรือแม้แต่วิดีโอถ่ายทอดสด ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอสั้นหรือยาว เปิดเสียงหรือไม่เปิดเสียง ก็จะแสดงให้ผู้ใช้ได้เห็นเหมือนกัน

แต่ปัจจุบัน Facebook ได้ประกาศการเปลี่ยนแปลงอัลกอริทึมในการจัดอันดับวิดีโอ ที่จะแสดงบน News Feed ของผู้ใช้ใหม่อีกครั้ง ซึ่งคราวนี้เป็นการปรับเพื่อคัดเลือกวิดีโอขึ้นมาแสดงให้ผู้ใช้เห็น โดยอัลกอริทึมใหม่จะให้ความสำคัญกับ วิดีโอขนาดยาวที่ดูจบมากขึ้น ส่งผลให้วิดีโอที่มีความยาวมาก มีโอกาสถูกแสดงบน News Feed มากขึ้น และวิดีโอขนาดสั้นจะถูกลดความสำคัญลง โดยผลจากการปรับปรุงในครั้งนี้ เพจที่ทำวีดีโอยาวและมีคุณภาพ จะมีโอกาสที่จะทำให้วีดีโอของเพจเหล่านั้น แสดงบน News Feed ของผู้ติดตามมากยิ่งขึ้นกว่าวีดีโอที่มีขนาดสั้น  ส่วนวีดีโอที่สั้นนั้น ก็อาจจะไปแสดงบน News Feed ของผู้ติดตามน้อยลงเช่นกันนั่นเอง

จากการปรับอัลกอริทึม News Feed ของ Facebook ในครั้งนี้เพจควรจะมุ่งเน้นการสร้างวีดีโอที่มีความน่าสนใจ มีความยาวที่เหมาะสมกับเนื้อหา โดย Facebook ได้อธิบายว่าวิดีโอที่มีความยาวพอสมควรและผู้ใช้อดทนดูจนจบ ถือว่าเป็นวิดีโอที่มีคุณค่า และควรให้ความสำคัญ แต่หากวีดีโอยาวแล้วไม่มีความน่าสนใจทำให้ผู้ติดตามไม่ต้องการที่จะดู  ถึงแม้ว่าจะปรับอัลกอริทึม ก็ไม่ได้ช่วยให้อันดับใน News Feed ดีขึ้น นอกจากนี้เจ้าของเพจควรยึดหลักทำวิดีโอที่เล่าเรื่องได้น่าสนใจ ความยาวเหมาะสมกับเนื้อหาจะดีที่สุด จึงควรดูที่ข้อมูลเชิงลึกของวีดีโอใน Anlytics เพื่อจะได้เข้าใจและรู้ถึงวิธีการทำวีดีโอมากยิ่งขึ้นอีกด้วยคะ

โดย..เจ้าน้อย..

 

Google จับมือ Microsoft เตรียมกวาดล้างเว็บละเมิดลิขสิทธิ์ออกจากหน้าค้นหา

Google จับมือ Microsoft เตรียมกวาดล้างเว็บละเมิดลิขสิทธิ์ออกจากหน้าค้นหา

Google และ Microsoft ตัวพ่อแห่งวงการไอทีผู้ให้บริการ Search Engine ได้จับมือกันเตรียมกวาดล้างเว็บละเมิดลิขสิทธิ์ออกจากหน้าค้นหา โดยจะทำการไล่ลบเว็บละเมิดเหล่านั้นให้หายไปจากหน้าผลการค้นหา เริ่มนำร่องในสหราชอาณาจักรเป็นแห่งแรก
ซึ่งจะมีผลทำให้ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตที่ต้องการเสิร์ชหาภาพยนตร์ เพลง หรือไลฟ์สดการแข่งขันกีฬาต่างๆ แบบละเมิดลิขสิทธิ์อาจหาได้ยากหน่อยแล้วล่ะคะ

Google และ Microsoft ได้ตัดสินใจจับมือกับ Bing เสิร์ชเอนจินจากไมโครซอฟท์ (Microsoft) พัฒนาซอร์สโค้ดร่วมกันที่จะช่วยไม่ให้ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตเสิร์ชหาคอนเทนต์ในลักษณะละเมิดลิขสิทธิ์ได้อีก พร้อมทั้งยังปรับปรุงระบบ autocomplete ไม่ให้ชี้นำผู้ใช้ไปยังคอนเทนต์ที่ผิดกฎหมายเหล่านั้น ส่งผลต่อการเสิร์ชเว็บไซต์ผิดกฎหมายให้ไม่สามารถแสดงผลในลำดับแรกๆ ของผลการเสิร์ชได้อีกต่อไป อีกทั้งยังจะแสดงผลของเว็บไซต์เจ้าของลิขสิทธิ์ตัวจริงให้ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตแทนอีกด้วย นั่นหมายความว่าในหน้าการค้นหาของ Google หรือ Bing ของ Microsoft ต่อไปนี้นั้น ทุกเว็บไซต์ที่ปรากฏบนหน้าค้นหาคือเว็บไซต์ที่ผ่านการคัดกรองแล้วนั่นเองคะ

เว็บละเมิดละเมิดลิขสิทธิ์.

โดย Google และ Microsoft ได้ลงนามในหลักปฏิบัติของสหราชอาณาจักรเกี่ยวกับกฏหมาย Digital Millenium Copyright Act มีจุดประสงค์คือการลดผลค้นหาเว็บละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาของอังกฤษมีแคมเปญ Get it Right From A Genuine Site เพื่อรณรงค์ให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตสนับสนุนของลิขสิทธิ์มากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีผลสำรวจพบว่าผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในสหราชอาณาจักรใช้งานเว็บไซต์ออนไลน์ที่เข้าข่ายละเมิดลิขสิทธิ์อยู่ราวๆ 15% ซึ่งในกรณีนี้ยังมีประเด็นด้านความปลอดภัยที่ Google และ Microsoft  ต่างมองว่า เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เมื่อผู้ใช้บริการอินเตอร์เน็ตต้องการค้นหาเพลง หนังสือ ภาพ ภาพยนตร์ และอีกหลากหลายคอนเทนต์ มักจะมุ่งหน้ามาที่โลกออนไลน์ ขณะที่รายได้ที่เกิดขึ้นบนโลกออนไลน์อาจไม่ได้ตกถึงเจ้าของลิขสิทธิ์ตัวจริงอย่างที่ควรจะเป็น แต่อาจตกอยู่กับบรรดาแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น YouTube, Facebook เป็นต้น และเนื่องจากเว็บไซต์ละเมิดลิขสิทธิ์เหล่านี้สามารถค้นหาได้ง่ายผ่านบริการเสิร์ช และการเข้าชมคอนเทนต์จากเว็บละเมิดลิขสิทธิ์นั้น อาจมีมัลแวร์ หรือไวรัสต่างๆ ส่งเข้ามาเล่นงานคอมพิวเตอร์-สมาร์ทโฟนของผู้ใช้ได้เช่นกัน

จากการที่ Google จับมือ Microsoft เตรียมกวาดล้างเว็บละเมิดลิขสิทธิ์ออกจากหน้าค้นหา ทำให้ในตอนนี้เริ่มมีเว็บไซต์จำนวนหนึ่งที่เผยแพร่เนื้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ได้ถูกลบออกจากผลการค้นหาแล้ว นอกจากนี้ทั้งกูเกิลและไมโครซอฟท์ได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่าถ้าหากมีการค้นหาเนื้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ ระบบจะนำเสนอข้อมูลของผู้เผยแพร่อย่างถูกลิขสิทธิ์แทน ดังนั้น การจับมือกันครั้งนี้จึงน่าจะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่ายใน แต่ในตอนนี้ความร่วมมือนี้จะเริ่มจากในสหราชอาณาจักรก่อน  คาดว่าถ้าหากประสบความสำเร็จ  อาจจะขยายไปยังประเทศอื่นๆ และประเทศไทยของเราด้วยเช่นกันค่ะ

 

 

 

 

10 สติ๊กเกอร์ LINE สำหรับคนโสด ต้อนรับวันวาเลนไทน์

10 สติ๊กเกอร์ LINE สำหรับคนโสด ต้อนรับวันวาเลนไทน์

สำหรับวันวาเลนไทน์ หรือวันแห่งความรักนี้ คนโสดหลายคนคงคิดว่าช่างเป็นวันที่ทำร้ายคนโสดอะไรอย่างนี้ ใครที่บอกวาเลนไทน์ไม่มีที่ยืนให้คนโสด ขอบอกว่าไม่จริงคะ เพราะ LINE ประเทศไทยขอเอาใจคนโสด ด้วยเซตสติ๊กเกอร์ LINE สำหรับคนโสด เด็ดๆ โดนๆ ไว้ให้เลือกโหลดกันได้จุใจ แบบไม่ต้องกลัวเหงา
ไม่ว่าจะโสดแบบไหน ก็สามารถใช้สติ๊กเกอร์ประกาศความโสด หรือใครจะส่งสติ๊กเกอร์เป็นกำลังใจให้บรรดาเพื่อนที่โสดเหมือนกันก็ยังได้ค่ะ ส่วนจะมีสติ๊กเกอร์อะไร แบบไหนบ้าง ไปดูกันเลยคะ

 สติ๊กเกอร์ป้ายบอกทาง

 

  1. สติ๊กเกอร์ป้ายบอกทาง Line แนะนำที่ไปสำหรับคนโสด โสดแล้วไปไหนก็ได้ มีป้ายบอกทาง อยากไปไหนก็จิ้มได้เลย ไม่ว่าจะเป็น คานทองธานีหรือเชียงคาน อำเภอด่านขุนทดชีวิตรันทด เป็นต้นคะ ดาวน์โหลดสติ๊กเกอร์ไลน์ได้ที่  https://store.line.me/stickershop/product/1291669สติ๊กเกอร์โสดก็ดีแต่มีก็ได้
  2. สติ๊กเกอร์โสดก็ดีแต่มีก็ได้ แหล่งรวมตัวสำหรับคนโสดระดับไฮเอนด์ด้วยตัวการ์ตูนน่ารักๆพร้อมข้อความโดนๆ เช่น บนคานหนาวมาก,จีบได้ตอบไว หรือคำฮิตๆเช่น อยู่เย็นเป็นโสด ชอบมาชอบกลับไม่โกง ดาวน์โหลดสติ๊กเกอร์ไลน์ได้ที่ https://store.line.me/stickershop/product/1253597สติ๊กเกอร์ทานตะวันคนสวย
  3. สติ๊กเกอร์ทานตะวันคนสวย มาในคอนเซ็ปเมื่อโสดแล้วก็ต้องบริหารเสน่ห์ รุกไปเรื่อยๆ เดี๋ยวเป้าหมายก็คงใจอ่อนเอง มาด้วยการ์ตูนก้างแบบง่ายๆและข้อความแบบโสดสายรุก เช่น สวยขนาดนี้ทำทั้งหน้าคะ, เราน่ารักนะ, ทั้งสวยทั้งโสดอิๆๆ หรือ อยากได้แม่ของลูกบอกได้นะ สำหรับสาวโสดที่จะส่งสต๊กเกอร์เซตนี้โปรดระวังนะคะว่า หน้าจอจะหนักขวา เพราะท่าทางฝั่งซ้ายจะเงียบกริบนั่นเองคะ ดาวน์โหลดสติ๊กเกอร์ไลน์ได้ที่ https://store.line.me/stickershop/product/1298136สติ๊กเกอร์คำผวน-มุกเห่ยๆ.
  4. สติ๊กเกอร์คำผวน & มุกเห่ยๆ ขอเอาใจหนุ่มบ้าง ด้วยสติ๊กเกอร์มุกเห่ยๆ แต่ก็จริงใจ ใช้คำผวนถึงจะกวนแต่ก็ชวนให้รักนะ อาทิเช่น แขนเป็นพอ, นี่คนหรือนางฟ้าครับ, หยอดให้เธอกาก, ลิงจั๊กๆ ดาวน์โหลดสติ๊กเกอร์ไลน์ได้ที่ https://store.line.me/stickershop/product/1170114สติ๊กเกอร์นส.ออฟฟิศ-ณกองงาน
  5. สติ๊กเกอร์นส.ออฟฟิศ ณกองงาน สำหรับสาวโสดอย่างสาวออฟฟิศหรือสาวทำงาน สาวโสดหามรุ่งหามค่ำ ในคอนเซ็ปอย่าคิดว่าโสดแล้วต้องตามล่าหาแฟนเสมอไป โน โน โน เพราะสิ่งที่หายากกว่าแฟนคือเวลานอน ดาวน์โหลดสติ๊กเกอร์ไลน์ได้ที่https://store.line.me/stickershop/product/1293135สติกเกอร์-“Miss-Lotto
  6. สติกเกอร์“Miss Lotto”สำหรับคนโสด ที่ชอบการเสี่ยงโชค อยากโสดแบบสบายก็ต้องรู้จักลงทุน (คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลจากโพยที่เชื่อถือได้ก่อนตัดสินใจลงทุน) ดาวน์โหลดสติ๊กเกอร์ไลน์ได้ที่ https://store.line.me/stickershop/product/1158943lovely-lonely
  7. สติ๊กเกอร์โสดตัวเบ้อเร่อ รอเธอมารัก(Lovely Lonely) สำหรับสาวโสดที่กำลังตามหาความรักดีๆ จากคนรักดีๆ สักคน จะซื้อเก็บเอาไว้ใช้ส่งแทนความในใจหรือจะซื้อส่งให้เพื่อนสาวที่กำลังโสดสนิทก็สนุกไปอีกแบบดาวน์โหลดสติ๊กเกอร์ไลน์ได้ที่ https://store.line.me/stickershop/product/1239136สติ๊กเกอร์ฮารุจัง.
  1. สติ๊กเกอร์ฮารุจัง (วันนี้ กินอะไรดี น้า?) ด้วยสติกเกอร์ที่รวบรวมเมนูอาหารของฮารุจัง สำหรับคนโสดที่ชอบกิน โสดแล้วไปที่ชอบที่ชอบ ชอบกินก็ไปกิน อยากกินต้องได้กิน อ้วนก็ไม่เป็นไรจ้ะ ดาวน์โหลดสติ๊กเกอร์ไลน์ได้ที่ https://store.line.me/stickershop/product/1374503สติกเกอร์-RAVA.j
  2. สติกเกอร์RAVAด้วยข้อคิดโดนใจภายใต้ความโสด กับลาวา สาวน้อยน่ารัก แต่ยังโสดเเละอยากมีสามีมั๊กๆ ดาวน์โหลดสติ๊กเกอร์ไลน์ได้ที่ https://store.line.me/stickershop/product/1158943 สติกเกอร์คิดดี.
  3. สติกเกอร์คิดดี สติ๊กเกอร์สำหรับคนโสดคนใจบุญ รักธรรมะ รักการให้ทาน รักษาศีล นั่งสมาธิ ปฏิบัติธรรม และเป็นกัลยาณมิตรให้กับทุกๆ คนโสดแบบปลงๆ จงเป็นโสดเป็นโสดเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย เรื่องเนื้อคู่เราปล่อยวาง เรื่องเนื้อย่างเราจริงจัง ดาวน์โหลดสติ๊กเกอร์ไลน์ได้ที่ https://store.line.me/stickershop/product/1095108

เป็นอย่างไรบ้างคะกับ 10 สติ๊กเกอร์ LINE สำหรับคนโสด ต้อนรับวันวาเลนไทน์นี้ ชอบแบบไหนก็ไปโหลดกันได้เลยคะ ยังไงวาเลนไทน์ปีนี้ ก็ขอให้คนโสดทุกคนสมหวังในความรัก ไม่ว่าจะรักครอบครัว รักเพื่อน รักคนรัก รักคนรอบข้าง และ อย่าลืมหันมารักตัวเองเยอะๆ ด้วยนะคะ

 

 

 

 

 

 

Facebook อัปเดตฟีเจอร์ Weather พยากรณ์อากาศ

Facebook อัปเดตฟีเจอร์ Weather พยากรณ์อากาศ

ในแต่ละวันโดยเฉพาะวันที่เราจะต้องเดินทาง เราต้องการจะรู้ใช่ไหมคะ ว่าวันนี้ฝนจะตกไหม สภาพอากาศจะเป็นอย่างไรบ้างเพื่อให้เราสามารถวางแผนการเดินทางและการทำกิจกรรมในแต่ละวันได้อย่างราบรื่น เราไม่ต้องย้ายไปดูข้อมูลในแอพสภาพอากาศบนสมาร์ทโฟนเพิ่มเติมขณะใช้ Facebook  ให้ยุ่งยากอีกแล้วล่ะค่ะ เพราะขณะนี้ได้อัปเดตฟีเจอร์ใหม่ Weather พยากรณ์อากาศ โดยใช้ GPS ช่วยระบุพิกัดแสดงข้อมูลสภาพอากาศ รายงานสภาพอากาศอย่างละเอียดในช่วง 24 ชั่วโมง และทำนายสภาพอากาศในอีก 5 วันข้างหน้า ตามพิกัดพื้นที่ของผู้ใช้งาน ซึ่งผู้ใช้ก็สามารถเพิ่มข้อมูลพื้นที่อื่นได้ด้วย โดยใช้ข้อมูลจาก Weather.com ซึ่งข้อมูลที่ฟีเจอร์นี้นำเสนอคือ การดึงข้อมูลทั้งหมด อาทิ อุณหภูมิ, สภาพอากาศ ทำให้เราสามารถเช็คพยากรณ์อากาศในแต่ละวัน (รวมถึงล่วงหน้า) ได้โดยไม่จำเป็นต้องออกจากแอปพลิเคชัน ไม่ต้องย้ายไปดูข้อมูลในแอพสภาพอากาศบนสมาร์ทโฟนเพิ่มเติม ซึ่งสามารถทำได้ทั้งสมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์ จากก่อนหน้านี้ที่แสดงข้อมูลสภาพอากาศเบื้องต้นผ่านทาง News Feed เท่านั้นค่ะ

facebook-weather

 

จากรายงานบนเว็บไซต์ TechCrunch กล่าวว่า “ประมาณ 95% ของผู้ใช้ทั่วโลกสามารถเข้าถึงการใช้งานฟีเจอร์คาดการณ์สภาพอากาศได้แล้วรวมทั้งประเทศไทยค่ะ  Facebook ได้อัปเดตฟีเจอร์ Weather ซึ่งเราสามารถเช็คพยากรณ์อากาศได้ด้วยวิธีง่ายๆ เพียงแค่อัปเดตแอปพลิเคชัน จากนั้นเลือก Weather Greetings หรือข้อความทักทายที่ปรากฏอยู่ด้านบนหลังจากเปิดแอพขึ้นมา เมื่อแตะที่ Weather Greetings ก็จะเข้าสู่ส่วนของการพยากรณ์อากาศแล้วล่ะคะ หรือจะเลือกที่แถบด้านข้าง Hamburger Menu (สัญลักษณ์ขีด 3 ขีดที่มุมขวาของแอพพลิเคชั่น Facebook)  เลือก See Moreหรือเพิ่มเติม แล้วเลื่อนไปที่เมนู “Weather” (สภาพอากาศ) เปิด GPS บนมือถือโดยจะอิงพิกัดจาก GPS เป็นสถานที่จริง (แต่เราก็สามารถเลือกเปลี่ยนได้) โดยจะใช้ข้อมูลจาก Weather.com ที่สามารถดูพยากรณ์อากาศจากที่ต่างๆ ได้ทั่วโลก

Facebook ได้อัปเดตฟีเจอร์ Weather พยากรณ์อากาศ โดยนโยบายนี้เป็นส่วนหนึ่งของทาง Facebook ที่ต้องการให้ผู้ใช้งานรวมเอาทุกอย่างไว้ในแอปพลิเคชันเดียว แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยจำเป็นเท่าไหร่นักนะคะ เพราะสมาร์ทโฟนส่วนใหญ่ก็อัปเดตพยากรณ์อากาศให้ผ่านหน้าจออยู่แล้ว นอกจากนี้หากใครใช้ Google ก็สามารถพิมพ์คำว่า “พยากรณ์อากาศ” ก็สามารถเช็คพยากรณ์อากาศได้ไม่ต่างกันค่ะ ซึ่งตามปกติแล้ว แอพพลิเคชั่น Weather จะเป็นการนำเสนอข้อมูลสภาพอากาศทุกพื้นที่ แต่สำหรับฟีเจอร์ของ Facebook นี้ จะเป็นการคาดการณ์สภาพอาการณ์ในตำแหน่งที่เราอยู่ เท่านั้นค่ะ

จากการที่ Facebook อัปเดตฟีเจอร์ Weather พยากรณ์อากาศนี้ สามารถใช้ได้กับผู้ใช้ Facebook ผ่านสมาร์ทโฟนและคอมพิวเตอร์ ทั้งบน iOS และ Android โดย Facebook จะใช้ข้อมูลจาก Weather.com โดยเป้าหมาย Facebook ที่อัพเดตฟีเจอร์นี้ขึ้นเพื่อต้องการให้ผู้ใช้งานรวมเอาทุกอย่างไว้ในแอปพลิเคชันเดียวนั่นเองคะ

 

โดย..เจ้าน้อย..

 

 

 

Microsoft พร้อมปล่อยอัพเดท Windows 10 Project Neon ให้ผู้ใช้ภายในปี 2017 นี้

Microsoft พร้อมปล่อยอัพเดท Windows 10 Project Neon ให้ผู้ใช้ภายในปี 2017 นี้

Microsoft กำลังออกแบบส่วนติดต่อผู้ใช้ หรือ UI  (User Interface) ดีไซน์ใหม่ในชื่อว่า Project NEON ที่จะเป็นการปรับปรุงส่วนติดต่อผู้ใช้บน Windows 10 พร้อมปล่อยอัพเดท Project Neon ให้ผู้ใช้ภายในปี 2017 นี้
ให้ดูดีเป็นธรรมชาติมากขึ้น โดย Microsoft ได้ทำการอัปเดท Windows 10 Project Neon ขึ้น ตามแนวคิดการออกแบบที่เปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้งานแอปพลิเคชันของ Windows 10 ที่จะมาพร้อมกับหน้าตา UI ที่สวยทันสมัยขึ้นขึ้เรียบง่ายและสะอาดตาขึ้น รวมไปถึงแอนิเมชันที่ลื่นไหล และรองรับเทคโนโลยี AR/Holographic

neon

 

Windows 10 Project Neon ที่จะมาพร้อมกับ Project Neon ภายใน ปี 2017 นี้ ไม่ได้เข้ามาแทนที่รูปแบบดีไซน์เก่าของ Windows 10 ทั้งหมด แต่เป็นการปรับปรุงแอพต่างๆ ในส่วนของแอปพลิเคชันเสริมมากกว่า เช่นส่วนของหน้าจอ Desktop บนระบบปฎิบัติการ Windows 10 นั้นจะยังคงมีรูปแบบการใช้งานคงเดิม   โดยจะมีการปรับหน้าตาหรือ UI ค่อนข้างเยอะ รวมถึงลดความมืด (dark) และปรับโทนสีให้สว่างยิ่งขึ้นอีกด้วยค่ะ รวมถึง UI บางส่วนให้เข้ากับ Microsoft Design Language 2 (MDL2) ที่เพิ่งออกมาไม่นานนี้เท่านั้นค่ะ Project Neon นั้นจะเน้นการออกแบบไปที่เรื่องของแอนิเมชัน, การใช้งานง่าย, และการใช้งานที่สอดคล้องกัน รวมทั้งยังเอาเอ็ฟเฟ็กท์เบลอจาก Aero Glass บน Windows 7 กลับมาปรับใช้อีกด้วย ซึ่งปัจจุบันแอพบางตัวใน Windows Insider Preview เช่นแอพฟังเพลง Groove ก็เริ่มปรับเอาการออกแบบจาก Project NEON มาใช้งานบ้างแล้วคะ

Windows 10 Project Neon ได้รับการออกแบบในเรื่องของการบังคับใช้งานแอปพลิเคชันให้เหมาะสมกับรูปแบบ 3 D, HoloLens หรือแม้กระทั่งเมาส์ก็จะแตกต่างแบบมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม โดยบรรดานักพัฒนาที่ทาง Microsoft จะได้รับการอัพเดทก่อน ซึ่งจะอัพเดทรุ่น Build 2017 developer ในช่วงเดือนพฤษภาคมให้ได้ไปใช้กันก่อน ส่วนผู้ใช้ทั่วไปนั้นก็จะเป็นผู้ใช้ใน Windows Insider Program ก่อนคะ หลังจากนั้นก็จะเป็นของผู้ใช้ปกติซึ่งอัพเดทดังกล่าวนี้นั้นจะมีชื่อว่า Windows 10 Creators Update โดยคาดว่า Windows Project Neon นั้นจะเพิ่มบทบาทของ Cortana ให้มากขึ้น

ภายใต้โครงการ Project Neon เกิดจากการที่ Microsoft พร้อมปล่อยอัพเดต Windows 10 Project Neon Microsoft  โดยมีแผนปรับปรุง User Interface ของระบบปฏิบัติการ Windows 10 ให้สวยงามทันสมัยขึ้น โดยจะเน้นภาพเคลื่อนไหว และดึงรูปแบบบางอย่างของ Windows Vista และ Windows 7 มาใช้งาน นอกจากนี้ Project Neon จะถูกปรับแต่งให้เหมาะสมกับ HoloLens และ 3D เพื่อตอบโต้กับ Mouse Pointer ได้ง่ายขึ้น ซึ่งหน้าตาใหม่ของ Windows 10 อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย ซึ่งจะรวมถึงความสามารถในการสนับสนุนชิปเซ็ท ARM ให้รันแอพพลิเคชั่นบน Desktop ของ Windows 10 ได้อย่างเต็มรูปแบบ  ให้ผู้ใช้ภายในปี 2017 นี้แน่นอนคะ

โดย…เจ้าน้อย…

 

 

Gig Economy อาชีพในยุคของคน GenY , GenZ

คำว่า GenY , GenZ  (Generation Y, Generation Z)เราคงเคยได้ยินกันมาบ้างแล้วนะครับ ในบทนี้เราก็จะมาพูดถึงอาชีพที่คน Gen นี้เขาฮิตทำกันครับนั้นก็คืออาชีพที่เรียกว่า Gig Economy แล้วเราก็จะไปทำความรู้จักกับคนแต่ละGenกันครับ
เริ่มกันด้วย Gig Economy ซึ่งก็หมายถึงระบบเศรษฐกิจที่ประกอบด้วยงานชนิดที่เป็น part time , freelance , self-employed หรืองานที่รับมาจากคนอื่นอีกต่อเป็น outsource ไม่ใช่งานประจำ  ในความหมายทั่วไป Gig Economy คือระบบเศรษฐกิจที่ผู้ทำงานรับงานเป็นครั้งๆ ตามความต้องการ ทำงานเสร็จเป็นงานๆไป ความเป็นอิสระ ทำงานตามความสมัครใจ โดยหลุดออกไปจากระบบแบบดั้งเดิมของการเป็นลูกจ้างบริษัทเช่น คนที่เป็นฟรีแลนซ์ , โปรแกรมเมอร์, นักเขียน , นักแต่งเพลง , นักพูด , นักร้อง , นักดนตรีที่เล่นตามผับ , ไกด์ , , ช่างภาพ ฯลฯ รวมถึงคนที่เปิดธุรกิจเล็กๆ ของตนเองแบบไม่มีลูกน้อง เช่น ขายสินค้าออนไลน์ เป็นต้น หรือคนที่มีงานประจำ แต่แบ่งเวลามารับงานส่วนตัวเพื่อเป็นรายได้เสริมอีกทางหนึ่ง Gig Economy จะต่างจาก Freelance ตรงที่ Freelance จะรับงานประเภทเดียว แต่ Gig Economy จะรับงานหลายจ๊อบในเวลาเดียวกันgig-economy

ปัจจัยทำให้เกิด Gig Economy ก็คือ

  1. เครือข่ายสังคมออนไลน์ ,อินเตอร์เนต, เทคโนโลยี เพราะโลกยุคออนไลน์ทำให้ผู้คนสามารถทำงานได้สะดวกสบาย อยู่ที่ไหนก็สามารถทำงานได้ เปิดโอกาสให้เข้าถึงแหล่งงาน แหล่งข้อมูลและลูกค้าได้ง่าย

2 ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ GenY , GenZ ที่ไม่ได้มองหาความมั่นคงในหน้าที่การงานราชการหรือกับองค์กรใหญ่ๆอีกต่อไป  ซึ่งเชื่อว่าตัวเองสามารถจะหาเงินได้มากเพียงพอเท่าที่ตัวเองต้องการ ซึ่งเงินเดือนไม่สามารถตอบโจทย์ได้

3 การเติบโตของเศรษฐกิจแบ่งปัน Sharing Economy  เช่น Uber (คนขับแท็กซี่ซึ่งเป็นคนทำงานตามใจอยาก รับเงินโดย Uber เป็นตัวกลาง) Airbnb (ห้องว่างๆในบ้านเราจะเอามาแบ่งให้คนอื่นเช่าทำรายได้แบบง่ายๆได้โดยเจ้าของได้รับค่าเช่าผ่านคนกลาง) Etsy และ Task Rabbit ก็เช่นกัน จะเป็นคนกลางที่สร้างระบบเครือข่าย digital ขึ้นเป็นผู้จับผู้ซื้อผู้ขายให้มาพบกัน โดยตนเองก็ได้เงินเช่นเดียวกับผู้เข้าร่วม

Gig Economy อาชีพในยุคของคน GenY , GenZ

ต่อไปเราลองมาดูความแตกต่างของคนแต่ละ Generation กันนะครับ

-เบบี้บูมเมอร์ หรือคนอายุ 52-70 ปี เป็นยุคที่การรับราชการเป็นงานที่มั่นคงที่สุด

-Gen X 36-51 ปี เป็นยุคที่การทำงานกับองค์กรเอกชนแล้วได้รับเงินเดือนที่สูง เงินเดือนขึ้นเร็ว

-Gen Y หรืออายุ 21-35 ปี เป็นยุคที่คนทำงานประจำก็เงินเดือนไม่สูง เงินเดือนขึ้นน้อย ไม่มั่นคง มีการเลย์ออฟพนักงานบ่อย จึงเกิดอาชีพ Freelance ขึ้นเป็นจำนวนมาก คนที่เก่งเฉพาะด้าน มีรายได้เยอะ

– Gen Z เด็กรุ่นใหม่ อายุไม่เกิน 21 ปี เป็นยุคที่เด็กโตขึ้นมากับโทรศัพท์มือถือ และ Social Media พร้อมๆกับเป็นยุคที่การเริ่มต้นทำงานประจำมีเงินเดือนน้อย และยังไม่มั่นคง เด็กมีความสามารถในการรับรู้ข้อมูลในวงกว้าง สื่อสารง่าย และสามารถทำการตลาดได้ด้วยตัวเอง จึงสามารถที่จะรับงานหลากหลายและสามารถสร้างรายได้ด้วยตัวเอง เป็นผู้ประกอบการรายย่อยได้ตั้งแต่เด็ก และสามารถใช้ชีวิตได้ด้วยการบริหารเวลาด้วยตัวเอง

Gig Economy อาชีพในยุคของคน GenY , GenZ

อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่า Gig Economy จะสามารถการรับงานมาทำแบบอิสระ อาจจะสามารถทำหลายๆ จ๊อบ สามารถเลือกงานที่ชอบได้ มีรายได้แต่ละครั้งไม่น้อย แต่อาชีพแบบนี้ก็มีความเสี่ยง ซึ่งสิ่งสำคัญที่คนรุ่นใหม่จะต้องตระหนักก็คือ ความไม่สม่ำเสมอและความไม่แน่นอนของรายได้ ความมั่นคงในหน้าที่การงานเมื่อเทียบกับ งานประจำที่มีเงินเดือนประจำ มีสวัสดิการ มีหลักประกันที่มั่นคง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ว่าเราจะทำอาชีพอะไร แบบไหน อย่างไร การประหยัดเก็บออม การใช้จ่ายอย่างรู้คุณค่า รวมถึงการทำงานไปโดยมีเป้าหมาย มีการเรียนรู้เพิ่มเติมในสายงานตลอดเวลาแล้วนั้น ผมคิดว่า คำว่าประสบความสำเร็จ ในหน้าที่การงานหรือธุรกิจก็คงไม่ไกลเกินเอื้อมครับ…

 

การออกแบบเว็บไซต์ดีไซน์เรียบง่าย Metro Style

การออกแบบเว็บไซต์ดีไซน์เรียบง่าย Metro Style

Metro Style เป็นแนวทางการออกแบบจากทีมงาน Microsoft เป็นการออกแบบที่เน้นความเรียบง่าย ซึ่งเริ่มใช้ในอุปกรณ์ windows phone และใน windows 8 โดยหลักการที่สำคัญในการออกแบบที่สำคัญที่สุดแบบ  Metro UI คือ เน้นการใช้ icon และกราฟฟิกเล็กน้อย ข้อความไม่มาก จะอยู่ในขอบเขตหรือกรอบที่กำหนดขึ้น เพื่อเป็นประหยัดพื้นที่ในสะดวกในการใช้งาน

แต่ถ้าหากพิจารณาดีๆแล้ว Metro Style เป็นการ design ที่ง่ายมากๆ ซึงมันก็คือการทำกล่อง เทสี ในเนื้อหา แค่นั้นเอง ซึ่งมันเรียกได้ว่า มันเกิดมาเพื่อ programmer เลยก็ว่าได้ค่ะ เพื่อให้ programmer ออกแบบได้ง่าย เหมาะสำหรับคนใช้งานมากที่สุด ซึ่งการออกแบบ แนว metro ui นั้นจะมีหลักในการออกแบบอย่างไรบ้างตามไปดูกันเลยคะ

metro-style

Grid System เนี๊ยบกริบ ระบบกริดดูสะอาดตา โดยกรอบสี่เหลี่ยมหลายๆกรอบหลายๆบล็อคถูกจัดเรียงกันอย่างมีวินัย เลเอาต์มี รูปภาพ ตัวหนังสือ ปุ่มกด Icon องค์ประกอบต่างๆ ถูกจัดวางอย่างมีระเบียบภายใต้กรอบและระบบกริดที่สม่ำเสมอ เลเอาต์กลายเป็นตัวประกอบบางเบาที่ขับเน้นรูปภาพให้โดดเด่น

จัดการข้อมูลด้วยตารางอย่างลื่นใหล ลดกราฟฟิก จำกัดจำนวนของ navigator ให้เหลือภาพและหัวข้อที่สื่อสารตามลำดับชั้น  ที่แสดงผลเนื้อหาต่างๆ ปิดพื้นที่ให้แสดง content ได้ชัดๆ โดยการลบเส้น ลบกล่องครอบ หรือว่าภาพประกอบ หรือ effect  อย่าพยายามตีกรอบให้เนื้อหา ลดความสับสนของผู้ใช้

Big Picture รูปใหญ่กระแทกใจ รับรู้ถึงการสื่อสารที่ออกมาจากภาพนั้นได้ โดยใช้รูปขนาดใหญ่เป็นแบล็กกราวนด์ อาจจะวางตัวหนังสือบนพื้นหลัง หรือไม่มีก็ได้ เน้น Space บางคราวอาจเป็นเพียงภาพแบล็กกราวนด์เบลอๆ เป็นภาพคร็อบที่ไม่มีเนื้อหาแต่ว่าบอกถึง mood & Tone ของเนื้อหาได้

เข้าถึงเนื้อหาด้วยสไลด์ในแนวยาว เหมาะมากกับเนื้อหาที่ตัวหนังสือน้อยแต่จำนวนเยอะ การออกแบบให้คอนเทนต์มีลักษณะแนวยาวๆ แบบนี้ช่วยให้รู้สึกลื่นไหล และต่อเนื่อง พาให้เพลิดเพลินได้อยู่ค่ะ

Pivot หมุดจุดสำคัญ ปักหมุดลงไปบนเนื้อหาอย่างแผนที่หรือจุดใดจุดหนึ่งบนภาพ นอกจากทำหน้าที่เรียกร้องความสนใจจาก User แล้วยังใช้เป็น shortcut สู่การทำอะไรบ้างอย่างในนั้นได้เช่น read,checkin, Snap , Shared ได้

Live Tiles หน้าต่างถ่ายทอดสด  Live Tiles ต่างกับ Widget ก็คือความเรียบร้อยเป็นสัดส่วนด้วยระบบ grid นี่เองค่ะคือการออกแบบให้ ALert หรือหน้าจอแจ้งเตือนเวลาที่มีอะไรใหม่ๆเข้ามาโดยอัตโนมัติ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ User ในระบบกริด Shortcuts เหล่านี้จะมีพื้นที่ของตัวเองได้อย่างลงตัว

Accent Color สีสดใส ควรเป็นสีประเภทที่ว่าบอกได้เลยว่าคือสีอะไร เป็นเนื้อแท้ๆของสีนั้นๆที่เข้มและสด สีที่สดและแตกต่างกันของแต่ละเนื้อหาโดยบางครั้งอาจต้องออกแบบให้ User สามารถที่จะกำหนดสีได้ด้วยตัวเอง เนื่องจากดีไซน์แบบนี้เน้นให้ประสบการณ์กับผู้ใช้ที่เขาพึงพอใจมากกว่า

ใช้ animation ให้เป็นประโยชน์ เพื่อบ่งบอก ถึง story ของ content  ทั้งระบบควรเรียบง่ายแต่เน้นๆ โดยการอนิเมทที่สมาร์ทออกเท่ๆ ทันใจแบบน้อยๆแต่มีพลังมากพอให้ผู้ใช้เพลิดเพลินได้

Text ประโยคเยิ่นเย้อตัดได้ต้องตัดและมันต้องคลิกได้ด้วยนะ เพราะเน้นที่เนื้อหา ดังนั้นคำอธิบายที่เยิ่นเย้อ และรุงรังก็ควรจะตัดๆออกไปบ้างรวมถึงตัวหนังสือควรจะยืดหยุ่นพอที่เมื่อขยายหรือย่อตามสัดส่วนหน้าจอที่แตกต่างได้ ต้องอธิบายถึงเนื้อหาและสามารถคลิกหรือดึงดูดความสนใจได้ด้วย

Icons เป็นอะไรที่ต้องน้อยมากๆ แต่ก็ต้องสื่อสารถึงเนื้อหาของIcon นั้น อย่างแม่นยำด้วยเช่นกันค่ะ โดยใช้เพียงรูปทรงเลขาคณิต 2 มิติ เหลี่ยมมุมแสงเงาที่น้อยลงเพราะถูกตัดทอนด้วยการใช้เส้นหรือจุด vector ที่น้อยจดแทบนับจุดได้

จากการออกแบบเว็บไซต์ดีไซน์เรียบง่าย Metro Style ได้เอาไปจดสิทธิบัตร การแสดงผล และการตอบสนอง เอาไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วยค่ะ เพื่อเป็นแนวทางในการออกแบบ ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าแนวทางของ Microsoft นั้นเน้นเพียงสองอย่าง คือเรื่องของ content กับ ผู้ใช้ เท่านั้น ซึ่งเป็นแนวทางที่แตกต่างจากที่เคยทำมาโดยตลอดเลย ถึงกับขนาดว่า Microsoft ตั้งชื่อให้ว่า The Metro Design Language เลยทีเดียว

 

 

 

 

FinTech เทคโนโลยีทางการเงิน ที่ทำให้โลกของการเงินกำลังจะเปลี่ยนไป

FinTech เทคโนโลยีทางการเงิน ที่ทำให้โลกของการเงินกำลังจะเปลี่ยนไป

Fin Tech กำลังจะปฏิวัติการเงินให้เป็นเรื่องง่าย เทคโนโลยีทางการเงิน ที่ทำให้โลกของการเงินกำลังจะเปลี่ยนไปเข้าสู่จุดเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ที่จะช่วยให้ทุกคนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างทั่วถึง สามารถย่อการซื้อสินค้าและบริการมาไว้ในมือผู้บริโภคได้เพียงปลายนิ้วคลิก

FinTech มีที่มาจากคำว่า Financial และ Technology ซึ่งความหมายของมันก็คือการที่เอา Technology มาใช้พัฒนาบริการทางด้าน Financial นั่นเองค่ะ หรือแปลตรงๆได้ว่าเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการเงิน หรือการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในธุรกิจการเงิน ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมที่ช่วยให้คนกดเงินสดได้สะดวก อย่างตู้ ATM เพียงแค่มีบัตร, บัตรเครดิต, การชำระเงินผ่านโทรศัพท์มือถือ การโอนเงินออนไลน์ การกู้ยืมเงิน การโอนเงิน การจัดการทรัพย์สิน และการระดมทุน ที่อาศัยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ตลอดจนการพัฒนาแอพพลิเคชั่นต่างๆ บนสมาร์ทโฟนที่มีอยู่ในยุคปัจจุบัน ซึ่งสรุปง่ายๆ FinTech ก็คือ อะไรก็ตาม ที่ทำให้เราทำธุรกรรมต่างๆทางการเงินได้สะดวกมากขึ้น นั่นเองค่ะ

จะเห็นได้ว่า  FinTech นี้มันก็มีมาตั้งนานแล้วล่ะคะ ปัจจุบัน FinTech ได้กลายมาเป็นกระแสที่ผู้คนหยิบยกขึ้นมาพูดกันมากขึ้นเพราะการมาของเหล่า Startups ทั้งหลายที่เล็งเห็นช่องว่างทางธุรกิจใหม่ๆ ทำให้เกิดการพัฒนาด้านนวัตกรรม บริษัทสายเทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนโฉมการเงิน ได้รวดเร็วกว่าให้เพียงบริษัทการเงินอย่างธนาคาร ต้องมาคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆ ทำให้เรื่องของ FinTech มีรูปแบบที่หลากหลายและเข้าถึงพฤติกรรมการใช้ของผู้บริโภค รวมทั้งแก้ปัญหาให้กับผู้คนได้มากขึ้นแบบที่บางครั้งธนาคารใหญ่ๆ ก็ยังไม่สามารถทำได้เลยล่ะคะ FinTech เน้นจุดแข็งของการทำธุรกิจไปที่ความสะดวกสบายยิ่งขึ้น อยากที่จะใช้ผู้ให้บริการรายเดียวไม่ต้องคอยสมัครใหม่กันให้เหนื่อยใจเหมือน PayPal ที่เราสมัครครั้งเดียวก็สามารถจ่ายเงินออนไลน์ได้ทุกสกุลเงินและทั่วโลกอีกต่างหาก

fintechFintech แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ Traditional Fintech และ Emergent Fintech ซึ่ง Traditional Fintech เป็นธุรกิจเทคโนโลยีที่อำนวยความสะดวกและสนับสนุนด้านเทคโนโลยี ขนาดใหญ่ แก่ภาคการเงินโดยทั่วไป เช่น บริษัทผู้พัฒนาบริการ internet banking หรือ mobile banking ให้แก่สถาบันการเงิน ส่วน Emergent Fintech เป็นธุรกิจหรือกลุ่มผู้ประกอบการที่ใช้เทคโนโลยีเพื่อลดบทบาทหรือการจัดตัวกลางทางการเงินแบบดั้งเดิม ที่คิดค้นนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ เช่น Paypal ซึ่งในปัจจุบันธุรกิจ Startup จำนวนมากที่ทำธุรกิจ Fintech

FinTech เทคโนโลยีทางการเงิน ที่ทำให้โลกของการเงินกำลังจะเปลี่ยนไปนั้นแท้ที่จริงแล้ว Fintech ไม่ใช่เรื่องใหม่หรือธุรกิจใหม่แต่อย่างใด แต่เป็นเรื่องที่เป็นกระแส มากขึ้นเรื่อยๆ จากการสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆ และนวัตกรรมที่น่าสนใจจากกลุ่มผู้ประกอบการทั้งเล็กและใหญ่ เพื่อให้บริการทางการเงินมีประสิทธิภาพและตอบโจทย์การใช้งานได้ดียิ่งขึ้นนั่นเองคะ

 

ปักหมุดร้านบนแผนที่ออนไลน์ ด้วย Google My Business

ปักหมุดร้านบนแผนที่ออนไลน์ ด้วย Google My Business

ปัจจุบันต้องยอมรับว่า Google เป็นเครื่องมือค้นหาข้อมูลที่ใหญ่ที่สุดและคนทั่วโลกนิยมมากที่สุดดังนั้นหากเราทำให้สินค้าหรือร้านค้า ธุรกิจของเรา ถูกค้นพบโดย Google หรือ อยู่บนแผนที่ Google ก็จะทำให้มีประโยชน์มากมายสำหรับธุรกิจของเรา ตอนนี้ Google ได้เปิดบริการ Google My Business
และแน่นอนที่เราต้องการจาก Google นั้นก็คือ  ฟรีๆๆๆ  ซึ่งGoogle ก็จัดมาให้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เหมือนกำลังได้ยินเราร้องขออยู่  Google My Business จะทำให้ธุรกิจทุกขนาดมีโอกาสที่จะแสดงผลการค้นหาบน Google ทั้งการให้ลูกค้ารู้ที่อยู่ รูปร้าน มีชื่อร้านค้าอยู่บนGoogle Map และแสดงรูปภาพสินค้าให้เห็นทันที และยังแสดงส่วนขยายสถานที่ตั้ง ซึ่งจะมีปุ่ม “เส้นทาง” ให้คลิก ก็คือทำให้คนเข้าถึงเส้นทางมายังร้านหรือบริษัทของเราได้ง่ายขึ้น Google My Business ยังนำมาใช้เพื่อเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร พูดคุย รับฟังปัญหาจากลูกค้า ก็ได้

ปักหมุดร้านบนแผนที่ออนไลน์ ด้วย Google My Business

ประโยชน์ของ เพิ่มตําแหน่งใน Google ด้วย Google My Business

1.เพิ่มความน่าเชื่อถือให้ธุรกิจ เพราะมีตำแหน่งที่ตั้งอยู่ใน Google Map

2.ทำให้รู้รายละเอียดของร้าน เพิ่มความรวดเร็วให้แก่ลูกค้า ลูกค้าสามารถเช็คเวลาเปิดปิดของร้านเราได้ทันที

2.ทำให้เดินทางสะดวกมากขึ้น รู้เส้นทางการเดินทางมาร้านเรา หรือแม้แต่จะใช้บริการโดยสารสาธารณะก็สามารถทราบได้ว่าจะขึ้นจุดไหน เดินต่ออย่างไร ทาง Google ก็จะคำนวณให้ทุกอย่างเบ็ดเสร็จ

3.มีรูปของร้านเราให้ดูด้วย

4.รู้ช่วงเวลาคนเข้าร้านเยอะหรือน้อยตอนไหน หรือช่วง”Peak Time”

5.มีคะแนนรีวิว ข้อนี้ทำให้ลูกค้ามั่นใจมากยิ่งขึ้นว่าร้านนั้นๆจะตอบโจทย์ตามสิ่งที่ลูกค้าต้องการได้หรือไม่

ปักหมุดร้านบนแผนที่ออนไลน์ ด้วย Google My Business

วิธีการปักหมุดบน Google

1.เข้าที่หน้า Google my business  http://www.google.com/business/

ปักหมุดร้านบนแผนที่ออนไลน์ ด้วย Google My Business

2.หากมีบัญชี  Google อยู่แล้วก็สามารถเข้าสู่ Google ได้เลย แต่หากยังไม่มีก็ต้องสมัครสร้างบัญชี Google ใหม่นะครับ

3.ค้นหารายชื่อธุรกิจของคุณก่อนว่ามีใครใช้หรือยัง หากยังไม่มี ซึ่งก็หวังว่าไม่ควรจะมีนะครับ แล้วก็ให้เลือกเพิ่มธุรกิจของคุณ พร้อมใส่ข้อมูล ชื่อธุรกิจที่อยากให้แสดงบน Google และใส่ที่อยู่ ระบบจะแสดงตำแหน่งปักหมุดให้เองครับ

ปักหมุดร้านบนแผนที่ออนไลน์ ด้วย Google My Business

  1. หากตำแหน่งไม่ถูกต้องก็สามารถขยับปรับตำแหน่งได้ และควรเปิดเป็นแบบภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อตำแหน่งที่ถูกต้องปักหมุดร้านบนแผนที่ออนไลน์ ด้วย Google My Business
  2. หากธุรกิจเรามีบริการส่ง Google จะถามว่าบริการส่งถึงที่ไหน กำหนดเป็นระยะทางเท่าไหร่

6.เมื่อทำตามขั้นตอนทั้งหมดครบถ้วนแล้ว Google รอประมาณ 3-4 วัน เราจะได้รับเอกสารจาก Google ส่งไปรษณีย์ รหัสยืนยันธุรกิจมาให้เรา

ปักหมุดร้านบนแผนที่ออนไลน์ ด้วย Google My Business

7.ให้เปิด Browser เข้าไปที่ google.com/verifymybusiness จะเจอส่วนที่ให้กรอกรหัสยืนยัน 5 หลัก กรอกเสร็จกดส่งเท่านี้ เท่านี้ก็จะมีพื้นที่อยู่บน Google เรียบร้อยแล้วครับ

ปักหมุดร้านบนแผนที่ออนไลน์ ด้วย Google My Business

เป็นยังไงกันบ้างครับกับเจ้า Google My Business ทำได้ไม่ยากเลยใช่ไหมครับ เจ้านี้นอกจากจะทำให้ร้านเราดูน่าเชื่อถือแล้วยังทำให้ร้านของเราติดอันดับใน Google ได้ดีขึ้นเป็นอย่างมากอีกด้วย และแน่นอนครับการทำ Google My Business จะช่วยทำให้ธุรกิจเราเป็นที่รู้จักเพิ่มขึ้น ขยายโอกาสทางการตลาด และมีประโยชน์อีกมากมายตามที่ได้กล่าวมา ซึ่งจะเป็นหนทางทำให้ธุรกิจของเราเจริญรุ่งเรืองและยั่งยืนต่อไปครับผม…

 

 

Customer Journey สิ่งที่นักการตลาดและผู้ทำธุรกิจต้องรู้ให้เท่าทันผู้บริโภค

Customer Journey สิ่งที่นักการตลาดและผู้ทำธุรกิจต้องรู้ให้เท่าทันผู้บริโภค

คุณเคยไหมครับออกจากบ้านตั้งใจจะไปซื้อสินค้าแบรนด์ A แต่พอไปอยู่หน้าชั้นวางสินค้า กลับเลือกซื้อแบรนด์ B ที่กำลังมีโปรโมชั่นลดราคาอยู่ นี้ละครับเราจะมาว่ากันด้วยเรื่องของ Customer Journey ตัวช่วยที่จะทำให้แบรนด์หรือเจ้าของธุรกิจมองเห็นกระบวนการคิดและการตัดสินใจของผู้บริโภคที่มีต่อการซื้อสินค้า
เมื่อโลกออนไลน์อยู่ใกล้ตัวเรามากขึ้น การค้นหาข้อมูลสินค้า อ่านรีวิว หรือคำแนะนำจะมีผลต่อการตัดสินใจอย่างมาก ความหมายของ Customer Journey ตามหลักก็คือการเดินทางของกลุ่มเป้าหมาย ตั้งแต่การพบ การค้นหาสินค้าหรือบริการ ไปจนถึงการซื้อสินค้าหรือบริการของเรา แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคปัจจุบันฉลาดในการเลือกซื้อสินค้าหรือบริการมากขึ้น รู้ทันแบรนด์ และรู้ทันนักการตลาดมากขึ้น ทั้งนี้ สิ่งที่ราต้องทำคือ เรียนรู้ Consumer Journey เข้าใจผู้บริโภคให้ได้มากที่สุด

Customer Journey สิ่งที่นักการตลาดและผู้ทำธุรกิจต้องรู้ให้เท่าทันผู้บริโภค

การเดินทางของผู้บริโภค ก่อนการตัดสินใจซื้อจะมี 5 ขั้นตอนดังต่อไปนี้

  1. Awareness การรับรู้ คือ การที่กลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายของเราพบเห็นสินค้าของเราหรือโฆษณาสินค้าหรือบริการของเราไม่ว่าจะเป็นสินค้าประเภทใดก็ตาม เมื่อต้องการข้อมูล ผู้บริโภคจะวิ่งเข้าหาแบรนด์ก่อน และขยายไปสู่ช่องทางอื่น เพื่อเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจ เราต้องวิเคราะห์ก่อนว่า ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของเรานั้น จะสามารถเจอสินค้าหรือบริการของเราได้จากที่ไหน โดยเริ่มวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าก่อน ตัวอย่างเช่น ลูกค้าของเราเป็นกลุ่มอายุ 20-30 ปี ที่เล่นโซเชียลมีเดีย เฟสบุ๊ค อินสแกรม บ่อยๆ เพราะฉะนั้น สื่อที่เราต้องไปลง ก็ต้องเป็นอย่างน้อย 2 ช่องทางนี้ เพราะจะมีโอกาสทำให้ลูกค้าเห็นสินค้าหรือบริการของเราได้มากขึ้น
  2. Consideration ความตั้งใจซื้อสินค้า เมื่อบริโภคค้นหาและได้ข้อมูลที่เพียงพอแล้ว ผู้บริโภคส่วนใหญ่จะมีแบรนด์อยู่ในใจ และมีความตั้งใจที่จะไปซื้อแบรนด์นั้นๆ แต่ถ้าเจอแบรนด์อื่นๆ ที่น่าสนใจกว่า ก็อาจจะเปลี่ยนใจได้ทันที
  3. Purchase การซื้อ ความสำเร็จจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ เมื่อผู้บริโภคตัดสินใจซื้อ ไปถึงการชำระเงิน เราควรวิเคราะห์ว่าลูกค้าของเราซื้อของผ่านทางไหน ออฟไลน์หรือออนไลน์
  4. Retention การซื้อซ้ำ การรักษาลูกค้า สร้างความภักดีกับลูกค้าให้มาแวะซื้อและใช้บริการเราบ่อยๆ การจะเกิดการซื้อซ้ำได้นั้น ลูกค้าต้องเกิดความประทับใจต่อสินค้าและบริการของเราก่อน เมื่อลูกค้าประทับใจ เขาก็จะกลับมาซื้อซ้ำอย่างแน่นอน บางทีอาจจะบอกต่อเพื่อน คนรู้จักให้มาเป็นลูกค้าของเราได้อีก
  5. Advocacy การสนับสนุน สินค้าบริการดี ใช้แล้วบอกต่อแบบปากต่อปากยังคงมีอยู่ใน Customer Journey ในยุคนี้ เพียงแต่มีความรวดเร็วเพิ่มขึ้น เพราะมีสื่อออนไลน์ เป็นสื่อนำ เช่นเหล่าคนดัง หรือคนมีชื่อเสียง คนธรรมดา อาจจะเป็นกองเชียร์ให้แบรนดเราได้โดยที่เราไม่ต้องเสียเงินจ้าง บางครั้งแบรนด์ก็เกิดกระแสในโลกออนไลน์ได้จากคนกลุ่มนี้ เช่น การแชร์หรือรีวิวผ่านโซเชียลมีเดีย รวมถึงการแชทกับคนใกล้ตัว เป็นต้น

Customer Journey สิ่งที่นักการตลาดและผู้ทำธุรกิจต้องรู้ให้เท่าทันผู้บริโภค

ในความเป็นจริง Consumer Journey ไม่จำเป็นต้องเรียงตาม 5 ขั้นตอนข้างต้นนี้ตรงๆ ยกตัวอย่างเช่น คุณมีความหลงใหลในมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ แต่ยังไม่มีเงินมากพอจะซื้อ คุณก็จะเข้าไปอยู่ในกลุ่มคนรักมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์ ศึกษาข้อมูลของแบรนด์ และรถรุ่นต่างๆ จนเชี่ยวชาญ และทำหน้าที่สร้างแรงบันดาลใจไปยังผู้ที่มีความชอบเหมือนๆ กัน ตอนนี้คุณก็คือ Brand Advocacy นั่นเอง

สรุปแล้ว Consumer Journey ต้องเริ่มจากการทำความรู้จักและเข้าใจกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายก่อน ต้องรู้ว่าเป้าหมายต้องการอะไร พฤติกรรมผู้บริโภคเป็นอย่างไร ปัจจุบันแค่สินค้าดีมีคุณภาพดีอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ต้องทำให้เกิดการบอกต่อ ไปในวงกว้างด้วย  ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดการดึงดูดความสนใจของของผู้บริโภคและขยายโอกาสทางการตลาดได้หลากหลายและถูกต้อง ตามแนวทางที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จในธุรกิจของเราครับผม

 

5 แอพพลิเคชั่นที่จ่ายเงิน ช่วยบริหารเงินในกระเป๋าให้กับคุณ

5 แอพพลิเคชั่นที่จ่ายเงิน ช่วยบริหารเงินในกระเป๋าให้กับคุณ

ปัจจุบัน การเข้าถึงการให้บริการทางการเงินของคนไทย กำลังจะเปลี่ยนแปลงไป เราสามารถเกิดขึ้นได้อย่างทั่วถึง ทุกที่ ทุกเวลา และอุปกรณ์ Anywhere Anytime Any device และสิ่งที่ช่วยอำนวยความสะดวกสบายอีกทาง ก็คือแอพพลิเคชั่น เครื่องมือที่สามารถช่วยให้คุณช่วยจัดการสิ่งต่างๆ ให้เรียบร้อย และเข้าถึงเรื่องการเงินได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้น แอพพลิเคชั่นทางการเงิน ที่จะเปลี่ยนให้โทรศัพท์มือถือ หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา กลายเป็น “กระเป๋าสตางค์อิเล็กทรอนิกส์” สามารถใช้โอน จ่าย ซื้อสินค้า จบทุกความต้องการด้านการเงินได้บนสมาร์ทโฟนเครื่องเดียว บทความนี้จึงขอแนะนำ 7 แอพพลิเคชั่นที่จ่ายเงิน และช่วยบริหารเงินในกระเป๋าให้กับคุณ

k-mobile-banking-plusK-Mobile Banking PLUS แอพที่รวมการทำธุรกรรมต่างๆ หรือแม้แต่การชำระเงินได้ง่ายๆ จากธนาคารกสิกรไทย ไม่ว่าจะโอนเงินได้ทุกที่ทุกเวลา. เติมเงิน. ได้ทั้งมือถือ และ Easy Pass. จ่ายบิล. แค่สแกนบาร์โค้ด และกดจ่ายบิล. กองทุนรวมสำหรับการใช้งานบนK-Mobile Banking PLUS นั้นจะต้องใช้การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตและผ่านเครือข่าย EDGE/3G เท่านั้นค่ะ ไม่สามารถใช้งานผ่าน Wi-Fi ด้วยเหตุผลหลักในเรื่องความปลอดภัยในการทำธุรกรรม อุ่นใจด้วยมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก ด้วยล็อก 3 ชั้น ปกป้องข้อมูล ล็อกด้วยรหัส ระบบล็อกเครื่อง ล็อกเบอร์ เข้าใช้งานได้ทันทีด้วย รหัส 6 หลักที่ตั้งเอง หรือTouch ID ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน iOS , Android

scb-easy-appSCB Easy App ธนาคารไทยพาณิชย์ ธุรกรรมทางการเงิน ตลอด 24 ชั่วโมงที่ช่วยให้คุณทำ ธุรกรรมทางการเงิน ได้ง่ายๆ ในทุกที่ ทุกเวลา โดยไม่ต้องเสียเวลาสมัคร เพียง Log in ด้วยรหัสผู้ใช้งาน และรหัสผ่านของ SCB Easy Net ก็สามารถเข้าใช้งานได้ทันทีหรือหากคุณยังไม่เคยใช้งาน SCB Easy Net ก็สามารถสมัครใช้บริการได้ผ่าน App ไทยพาณิชย์หรือ SCB Easy โดยมีเว็บไซต์ www.scbeasy.com สาขา หรือตู้เอทีเอ็มของ ธนาคารไทยพาณิชย์ ทั่วประเทศ โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมการสมัคร App ไทยพาณิชย์ สำหรับ ธนาคารไทยพาณิชย์ นี้เพื่อให้คุณสามารถจัดการทางด้านการเงิน ทำ ธุรกรรมทางการเงิน ของคุณง่ายขึ้น สะดวกขึ้น แอพดีๆ ที่แจกฟรี โหลดกันได้เลย http://software.thaiware.com/download.php?id=4877

bualuang-mbankingBualuang mBankingให้เงินเดินทาง ให้ชีวิตเดินไป สะดวกทันใจ ทุกที่ทุกเวลา บริการใหม่ในการทำธุรกรรมทางการเงินบนสมาร์ทโฟน และไอแพด จากธนาคารกรุงเทพให้คุณทำธุรกรรมทางการเงินได้อย่างมั่นใจด้วยระบบรักษาความปลอดภัยมาตรฐานสากล  เช่น โอนเงินพร้อมเพย์โดยใช้เลขประจำตัวประชาชนหรือหมายเลขโทรศัพท์มือถือ เช็คยอดเงิน และรายการเคลื่อนไหวของบัญชี เช็คยอดเงินทันใจ บริการด้านบัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพ ลูกค้าธนาคารกรุงเทพ สมัครใช้บริการได้ที่ สาขาของธนาคารหรือเครื่อง ATM เพื่อรับรหัสประจำตัวลูกค้า (User ID) และรหัสลับแรกเข้า (PIN) และสมัครโดยใช้บัตรเอทีเอ็ม หรือบัตรเครดิตสมาชิกบัวหลวง ไอแบงก์กิ้ง (Internet Banking) จากนั้นเข้าใช้งานแอพพลิเคชั่นด้วยรหัสที่ได้รับ หรือดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น และเข้าใช้งานได้ทันทีด้วย User ID และ Password ที่มีอยู่ www.bangkokbank.com/mbanking

ktb-net-bankKTB netbank ธนาคารแห่งโลกอนาคตสามารถใช้บริการต่างๆ ได้อย่างสะดวกง่ายดาย ปลอดภัย ที่ให้บริการครบวงจรบนอินเทอร์เน็ต ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ช่วยสร้างความมั่นใจในการใช้บริการ บริการที่รองรับการทำธุรกรรมทางการเงินให้ลูกค้าสามารถทำรายการทางการเงินด้วยตนเอง ผ่านเครือข่าย Internet โดยลูกค้าไม่ต้องมาทำธุรกรรมทางการเงินที่สาขา ช่วยให้ท่าน บริหารเงิน ออมเงิน และสภาพคล่องของท่าน โดยการทำธุรกรรมของแบงค์ผ่านอุปกรณ์คู่ใจ Android, iPhone หรือ iPad ได้รวดเร็วยิ่งกว่าเดิม ทุกที่ ทุกเวลา สะดวก ด้วยดีไซน์ที่ทันสมัย ใช้งานง่าย สามารถสมัครใช้บริการ KTB netbank ได้ที่สาขา, ตู้ ATM/ADM และ website https://www.ktbnetbank.com

krung-sri-mobileKrung sri Mobile แอพธนาคารตอบโจทย์เรื่องเงินทุกไลฟ์สไตล์ ที่ดีที่สุด ด้วยฟังก์ชั่น ที่ล้ำจริง! ครบจริง! ไม่ว่าจะเป็น – เช็ควงเงิน ได้เพียงปลายนิ้วตลอดทุกเวลา ทุกที่ทั่วโลก และตรวจสอบทุกการใช้จ่ายแบบ Real time แค่ดาวน์โหลด “กรุงศรีโมบายแอพ” คุณก็สามารถบริหารจัดการบัญชีเงินฝาก, บัตรเครดิต และผลิตภัณฑ์ในเครือธนาคารกรุงศรี ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายบิล โอนเงิน เพิ่มบัญชี ผูกบัตรเครดิต จ่ายค่างวดรถ ซื้อ-ขายกองทุน ซื้อ-ขายหลักทรัพย์ ตรวจสอบอัตราแลกเปลี่ยน ฯลฯ สมัครง่ายๆ เพียงแค่ log-in โดยใช้ username และ password ของ Krungsri Online หรือ Krungsri Smart Click หรือสมัครบริการเพื่อขอรับ username และ password ใหม่แบบง่ายเพียงกรอกข้อมูลบัญชี https://www.krungsri.com

จาก 5 แอพพลิเคชั่นที่จ่ายเงิน ช่วยบริหารเงินในกระเป๋าให้กับคุณ โลกการชำระเงินยุคใหม่ที่จะช่วยให้ชีวิตคุณง่ายและสะดวกสบายยิ่งขึ้น สนใจแอพไหนก็ไปโหลดมาใช้กันได้เลยคะ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

SEO หรือ PCC กลยุทธ์ไหนที่ตอบโจทย์ธุรกิจของคุณ

SEO หรือ PCC กลยุทธ์ไหนที่ตอบโจทย์ธุรกิจของคุณ

หากพูดถึงร้านค้าออนไลน์ หรือธุรกิจบนเว็บไซต์แล้วการเพิ่มยอดผู้เข้าชมมักเป็นเป้าหมายอันดับ ต้นๆ ที่ธุรกิจเหล่านี้คาดหวังเอาไว้ เพราะยิ่งมีจำนวนผู้เข้าชมมากก็ยิ่งเป็นการเพิ่มโอกาสที่จะขายสินค้าและบริการออกไปได้มากขึ้น และยังส่งผลให้เว็บไซต์เป็นที่รู้จักมากขึ้นไปอีกด้วยคะ ทำให้ไม่แปลกที่บรรดานักการตลาดจะสรรหาวิธีที่จะตอบโจทย์การเพิ่มจำนวนผู้เข้าชมให้มากขึ้นมากมายหลายวิธี ซึ่งวิธีที่เป็นที่นิยมในปัจจุบันนี้ก็คือ PPC (Pay per Click) และ SEO (Search Engine Optimize) นั่นเองคะ

วิธีการเพิ่มจำนวนผู้เข้าชมระหว่าง Pay per Click และ Search Engine Optimize นั้น หลายคนอาจสงสัยกันใช่ไหมคะว่า กลยุทธ์ไหนที่จะตอบโจทย์ธุรกิจของเราได้มากที่สุด งั้นเรามาลองมาทำความรู้จักกับทั้ง 2 วิธีนี้กันก่อนตัดสินใจดีกว่าว่าวิธีไหนจะได้ผลมากกว่ากัน เริ่มจาก SEO ก่อนเลยคะ

SEO-หรือ-PCC.

SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นกระบวนการอย่างหนึ่งในการทำให้เว็บไซต์ของเรานั้น ให้ขึ้นไปปรากฏอยู่ในอันดับต้นๆ เวลาที่มีการค้นหาด้วย Keyword ที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์หรือธุรกิจของเรา เช่น เมื่อเรากดค้นหาด้วย keyword ว่า “ร้านค้าออนไลน์” เว็บไซต์ที่จะปรากฏขึ้นในผลการค้นหาแรกๆ แต่เนื่องจากว่าเราเป็นธุรกิจจริงๆ เราอาจจะมี keyword ที่เป็นเราจริงๆ เมื่อเสิร์ช keyword ก็อาจจะเจอเลยคะซึ่งหากเว็บไซต์สามารถขึ้นไปติดอันดับต้นๆ ของ Search Engine ได้แล้ว ก็จะเป็นที่สนใจแก่ผู้ที่ Search ด้วย Keyword เข้ามาเจอมากขึ้น โดยอันดับนี้มีโอกาสที่ทำ SEO ได้ดีกว่าแซงหน้าขึ้นไป หรือ Search Engine มากขึ้นด้วยนะคะ สำหรับ SEO นี้หากเราไม่มีความรู้ในด้านนี้ก็คงต้องเสียค่าใช้จ่ายในการว่าจ้างผู้มีประสบการณ์ในการทำ SEO เข้ามาช่วยเหลือแทนใช่ไหมล่ะคะ

PPC  หรือ Pay per Click  คือการซื้อพื้นที่โฆษณา อย่างเช่น Google search  หรือรายการวิทยุ แล้วเราก็บิตเข้าไปนะค่ะ เราก็จะขึ้นมาเป็นอันดับโฆษณาสูงๆ แล้วเราจะเสียเงินเมื่อมีคนกดเข้าไป เป็นการซื้อสื่อเพื่อให้เราเป็นจุดสนใจ ถ้าหากไม่มีการคลิกเข้ามาในเว็บไซต์ก็ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด แต่ก็อาจจะไม่เกิดอะไรกับเรา ค่าบริการนั้นก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการจำนวนการคลิกอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับตำแหน่งของเว็บไซต์บน Search Engine และ Keywordโดยเฉพาะ Keyword ที่เป็นที่นิยม และมีอัตราการค้นหาที่สูงก็จะมีราคาที่สูงกว่า Keyword ที่คนไม่ค่อยค้นหา ซึ่ง PPC นั้นมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงมากเมื่อเทียบกับการทำ SEO อีกทั้งยังมีระยะเวลากำหนดที่ค่อนข้างชัดเจน เพราะหากเมื่อใดที่เงินทุนในส่วนนี้หมดไป เว็บไซต์ของเราก็จะหายไปจากอันดับต้นๆ ในหน้าแรก ต่างกับ SEO ที่จะยังคงอยู่ได้อีกระยะเวลาหนึ่งคะ

SEO หรือ PCC กลยุทธ์ไหนที่ตอบโจทย์ธุรกิจของคุณ เราต้องคำนึงถึงเงินทุน และความคุ้มค่าคะ ซึ่งทั้ง SEO และ PPC นั้นมีค่าใช้จ่ายที่ต่างกันค่อนข้างชัดเจน โดย PPC นั้นจะทำให้เว็บไซต์ของเราติดในอันดับต้นๆ ได้จะต้องเสียค่าใช้จ่ายในทุกๆ เดือนไปกับการซื้อโฆษณานั้น และอาจไม่คุ้มค่าเสมอไปต่างกับแบบ SEO ที่แม้ว่าจะใช้เวลาเริ่มต้นนาน แต่หากสำเร็จขึ้นมาแล้วเว็บไซต์ก็จะอยู่ติดอันดับต้นๆ ได้อยู่หลายปี ซึ่งอาจจะคุ้มค่ากว่าหรือเปล่านั้นก็ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของธุรกิจที่จะเลือกนำไปใช้ว่าวิธีไหนจะให้ผลตอบแทนได้มากกว่า  ซึ่งจริงๆ แล้วเราก็สามารถทดลองทำได้ทั้งสองอย่าง พร้อมทั้งตั้งเป้าหมาย และวัดค่าออกมาให้ชัดเจนเพื่อนำมาเปรียบเทียบดูว่าควรเลือกลงทุนกับวิธีไหน หรือจะลองทำควบคู่กันไปเลยก็ได้ค่ะ

 

โดย..เจ้าน้อย..

 

 

 

 

 

 

Line Messenger อัพเดทฟีเจอร์ใหม่ รองรับรูปภาพแบบ 360 องศาได้แล้ว

Line Messenger อัพเดทฟีเจอร์ใหม่ รองรับรูปภาพแบบ 360 องศาได้แล้ว

ปัจจุบันภาพ 360 องศาเรียกว่าได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ซึ่งโซเชียลมีเดียตัวพ่อและตัวแม่อย่าง Facebook และ YouTube ได้เปิดให้ใช้งานการอัพโหลดและดูภาพ/วิดีโอ 360 องศามาสักพักแล้ว และล่าสุด Line Messenger ได้อัพเดทเวอร์ชั่นใหม่ ให้สามารถรองรับรูปภาพแบบ 360 องศาได้แล้ว

line_ver710_360

Line Messenger ได้อัพเดทเวอร์ชั่นใหม่ (7.1.1) ซึ่งเป็นการอัพเดทเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งาน และเพิ่มความสามารถให้ตัวแอพ โดยมีฟีเจอร์ที่รองรับรูปภาพแบบ 360 องศาช่วยให้เราแชร์ประสบการณ์ได้สมจริงยิ่งขึ้น ทำให้เราสามารถแชร์รูปภาพในแชทได้สนุกยิ่งขึ้น โดยถ้าภาพที่ส่งป็นภาพ 360 ตรงมุมซ้ายล่างจะมีไอคอนพิเศษรูปลูกโลกเพิ่มเข้ามา ทำให้เรารู้ได้ทันทีเลยล่ะคะ เราสามารถทำการส่งภาพ 360 องศาให้เพื่อนเปิดดูและแพนภาพหมุนไปรอบๆ ส่องได้จากทุกมุมที่ต้องการ ด้วยฟีเจอร์ใหม่นี้จะทำให้เรารับส่งและดูภาพหรือคลิป 360 องศาได้ทันทีโดยที่เราไม่ต้องออกจากไลน์  แล้วไปพึ่งแอพอื่น ๆ เลยล่ะคะ

นอกจากนี้ Line Messenger เวอร์ชั่นใหม่ (7.1.1) ยังมีฟีเจอร์หลักๆที่เพิ่มขึ้น อีกหลายอย่าง คือ

สามารถแท็กชื่อเพื่อนในการแชทแบบกลุ่มได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์มากๆ สำหรับใครที่คุยเป็นกลุ่มใหญ่ๆ แล้วมีคนเยอะๆ อยากจะแท็กชื่อหาเวลาจะคุยด้วย สามารถพิมพ์ @ ตามด้วยชื่อของเพื่อนได้เลยคะ ทำให้เราได้รู้ว่าข้อความที่พิมพ์นั้นเรากำลังพูดกับใครอยู่

รองรับการส่งไฟล์ได้แล้วคะ ปกติไลน์จะส่งไฟล์ส่งได้ผ่านทาง PC เท่านั้นหรือจะมีแค่ WhatsApp เท่านั้นที่ทำได้ Line Messenger เวอร์ชั่นใหม่ (7.1.1) นี้จะรองรับการส่งไฟล์ที่ไม่ใช่แค่รูปภาพหรือวิดีโอเท่านั้น ไฟล์อื่นๆก็รองรับหมด ที่จะส่งให้กันในห้องแชทได้ โดยจะจำกัดขนาดไฟล์ให้มีขนาดใหญ่สุด 1GB ต่อหนึ่งครั้ง ซึ่งน่าจะทำให้การส่งไฟล์สะดวกขึ้นแล้วล่ะคะ

ปรับคุณภาพของคลิปวิดีโอที่ส่งในแชทได้ โดยมีการปรับปรุงคุณภาพวิดีโอที่ส่งในแชทให้มีความคมชัดมากขึ้น ภาพสวยและสมจริงมากยิ่งขึ้น  เหมือนนักถ่ายภาพมือโปรเลยล่ะคะ

เป็นอย่างไรบ้างคะกับการอัพเดทฟีเจอร์ใหม่ของ Line Messenger เวอร์ชั่นใหม่ (7.1.1) หวังว่าฟีเจอร์ใหม่ที่เพิ่มมาใหม่นี้จะถูกใจกันนะคะ ที่ช่วยให้เราสามารถแชร์ประสบการณ์ได้อย่างสมจริงยิ่งขึ้น อยากจะแท็กชื่อหาใครเวลาจะคุยด้วยก็ง่ายสามารถทำการระบุชื่อเพื่อนในแชทกลุ่ม หรือจะส่งไฟล์ใดๆก็รองรับได้หมด และรวมทั้งปรับคุณภาพของคลิปวิดีโอที่ส่งในแชทได้อีกด้วย ใครที่ยังไม่ได้อัพเดทอัตโนมัติ ลองเข้าไปตรวจสอบใน Play Store ดูได้เลย ส่วนในระบบปฏิบัติการ iOS อาจจะต้องรอการอัพเดทในอีกไม่นานนี้ล่ะคะ

 

Security Upgrade !!! E2EE ปกป้องข้อมูลการแชทแบบขั้นเทพ

สวัสดีครับวันนี้เราจะมาพูดถึงเจ้า E2EE บางคนอาจจะคุ้นๆกันมาแล้วกับ Line ที่ได้มีการเปิดตัวฟีเจอร์ตัวนี้ E2EE โดยปกติเครือข่ายโทรคมนาคมและอินเทอร์เน็ตจะทำให้ผู้คนติดต่อสื่อสารกันได้ง่ายขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้มีการถูกสอดส่อง แทรกแซงได้ง่ายมากขึ้นกว่าเดิม หากไม่มีการดำเนินการใดๆ เพิ่มเติมเพื่อป้องกันความเป็นส่วนตัวของคุณ การโทรศัพท์ ข้อความ SMS อีเมล์ ข้อความโต้ตอบแบบทันที การสนทนาผ่าน IP (VoIP) การสนทนาผ่านทางวิดีโอ และข้อความบนสื่อสังคมต่างๆ ทั้งหมดก็อาจเสี่ยงต่อการถูกดักฟังหรือดักจับข้อมูล และอาจถูกนำข้อมูลไปใช้ในทางที่ผิดได้  วิธีที่ปลอดภัยดีที่สุดในการสื่อสารก็คือการไปเจอและพูดคุยกันโดยตรง แต่เนื่องด้วยเราไม่สามารถไปเจอกันได้ตลอดเวลาวิธีรองลงมาที่ปลอดภัยก็คือใช้การเข้ารหัสตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง (end-to-end encryption)  เพราะเจ้าตัวนี้จะช่วยเพิ่มระดับความปลอดภัยของการแชทหรือสนทนาออนไลน์  ไม่ให้เกิดการรั่วไหลหรือถูกเจาะได้ง่ายๆสมมุติใครที่ต้องการส่งข้อความสำคัญมากๆไปยังผู้รับ และไม่อยากให้ข้อมูลที่ส่งออกไปนั้นถูกเจาะกลางทาง ปัญหานี้จะแก้ได้ด้วยวิธีที่เรียกว่า End-To-End Encryption (E2EE)

Security Upgrade !! E2EE ปกป้องข้อมูลการแชทแบบขั้นเทพ

E2EE หรือ End-to-end encryption (การเข้ารหัสตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง)อธิบายก็คือการเข้ารหัสด้วยคีย์ที่ถูกสร้างขึ้นและเก็บไว้ในเฉพาะเครื่องสมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์ของผู้ใช้นั้นๆ โดยมีกระบวนการคือ ข้อความที่ถูกส่งออกไป จะผ่านเซิฟเวอร์กลางในสภาพปิดผนึกไว้ (ถูกเข้ารหัสแบบ 256 บิต) ตรงจุดนี้เองเรามั่นใจได้ว่า ต่อให้เป็นเซิฟเวอร์กลาง ก็ไม่สามารถอ่านข้อความหรือถอดรหัสที่ถูกล๊อคนี้ได้เลย ดังนั้น ทางฝั่งผู้ไม่หวังดีเอง ก็ทำอะไรไม่ได้เช่นกัน

ยกตัวอย่างให้มีคู่สนทนาเป็นนาย A และนาย B เมื่อนาย A ส่งข้อความหานาย B โดยเปิดระบบ E2EE ข้อความที่ออกไปหานาย B จะถูกแปลงเป็นรหัสระหว่างทาง โดยมีถนนคืออินเทอร์เน็ต ระหว่างที่ข้อความถูกส่งนั้น หากมีผู้ไม่ประสงค์ดีต้องการดูข้อความ ข้อความก็จะแสดงเป็นแค่รหัสเท่านั้น ไม่สามารถเห็นข้อความที่นาย A ส่งถึงนาย B ได้แบบตรงๆ ครับ

Security Upgrade !! E2EE ปกป้องข้อมูลการแชทแบบขั้นเทพ

ก่อนหน้านี้ LINE (ในประเทศไทย) เริ่มใช้งานฟีเจอร์ Letter Sealing หรือระบบ End-to-End Encryption แล้ว  หากใครอัพเดต Line เป็นเวอร์ชั่นล่าสุด (ตั้งแต่รุ่น 5.3.0 ขึ้นไป ทั้ง PC และ อุปกรณ์พกพา) ตัวLine จะตั้งให้ Letter Sealing ทำงานอัตโนมัติ หรือถ้าใครอยากเข้าไปตั้งค่าในส่วนนี้เอง ก็สามารถเข้าไปดูได้ที่หน้า Setting > Chats & Voice Calls > Letter Sealing  อย่างไรก็ตาม ฟีเจอร์ Letter Sealing นี้ ยังสามารถใช้ได้เฉพาะการแชทแบบตัวต่อตัวเท่านั้น แต่จะมีการพัฒนาให้สามารถใช้ร่วมกันกับหลายๆอุปกรณ์ และครอบคลุมมากกว่านี้ให้ได้ในอนาคต

Security Upgrade !! E2EE ปกป้องข้อมูลการแชทแบบขั้นเทพ

ตอนนี้เรียกได้ว่า Line เป็นแอพพลิเคชั่นแชทที่ใช้ระบบการรักษาความปลอดภัยขึ้นสูงนี้เป็นรายแรก ก่อนหน้านี้ Line ก็ได้มีการเปิดตัวฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยอื่นๆมาก่อนนี้แล้วอย่าง Hidden Chat , Passcode Lock เป็นต้น ก่อนหน้านี้ทาง WhatApp ก็ได้มีการเปิดตัวใช้งาน E2EE ตั้งแต่เดือนเมษายน 2559 เช่นกัน

 

7 แอพพลิเคชั่นช่วยให้การท่องเที่ยวของคุณดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ

7 แอพพลิเคชั่นช่วยให้การท่องเที่ยวของคุณดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ

สำหรับคนที่ชอบการเดินทางท่องเที่ยว บทความนี้เราขอแนะนำตัวช่วยดีๆ อย่าง แอพพลิเคชั่น ที่จะช่วยให้การเดินทางของคุณดีขึ้น สะดวกมากขึ้นและเป็นเรื่องสนุกยิ่งขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อเลยล่ะคะ มาดูกันว่าคุณมีแอพฯ เหล่านี้ในมือถือกันแล้วหรือยัง

the-weather-channel1. The Weather Channel  ไม่ต้องมาคอยกังวล เรื่องแดดร่ม ลมตก ก็พยากรณ์ได้อย่างแม่นยำ ด้วย แอพพลิเคชั่นที่ช่วยให้คุณรู้ข้อมูลสภาพอากาศที่แม่นยำตรงกับความต้องการของคุณมากที่สุด มีการใช้หน้าจอพยากรณ์แบบไดนามิก ไม่ว่าคุณจะไปที่ไหนระบบก็จะตามคุณไปได้ทุกที่ โดยการพยากรณ์เป็นแบบรายชั่วโมง, 15 วันข้างหน้า หรือแม้แต่ในวันหยุดสุดสัปดาห์ก็พยากรณ์ได้ ทีนี้แพลนวันหยุดของคุณ ก็จะไม่ล่มอีกต่อไปแล้วล่ะคะ

google-maps2. Google Maps บริการแผนที่ฟรีที่ละเอียดยิบครบทุกเส้นทางมากที่สุดแอพหนึ่งในโลก! ผู้ช่วยชีวิตชั้นดีเมื่อต้องเดินทางด้วยตนเองในต่างประเทศ ไม่ต้องกลัวว่าจะหลงเข้าไปในซอยตีบตันที่ไหนอีกแล้วล่ะคะ เพราะเจ้าแอพ Google Maps นี้ จะบอกทางคุณได้ตั้งแต่ทางหลวง รถไฟฟ้า ซอยหน้าบ้าน ยันซอยลูกรังข้างป่าในถิ่นทุรกันดาร พร้อมให้ค้นหาสถานที่สำคัญครบถ้วนทุกแห่งเท่าที่คุณจะนึกออก จึงเหมาะมากกับคนที่ชื่นชอบการแบกเป้เที่ยวเอง

foursquare

3. Foursquare แอพที่จะพาคุณไปยังสถานที่ที่น่าไป ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโลก ช่วยให้คุณหาร้านอาหาร บาร์ และสถานที่ที่ดีที่สุดอีกมากมาย รับความช่วยเหลือ คำแนะนำดีๆ จากชุมชนทั่วโลกที่เชื่อใจได้ และบันทึกสถานที่ที่คุณเคยไปมาแล้ว รวมถึงสถานที่ที่คุณต้องการไป ทั้งหมดในที่เดียว โดยแอพพลิเคชั่นทางสังคมรูปแบบเดียวที่เน้นการ “Check-in” เท่านั้น

livetrekker4. LiveTrekker แอพที่ให้คุณได้สร้างไดอารี่การเดินทาง บันทึกความทรงจำด้วยระบบดิจิตอลที่จะช่วยบอกเรื่องการท่องเที่ยวตามที่เรากำหนด และบอกข้อมูลสถานที่ ๆ ที่จะไป แสดงภาพสถานที่, ทัศนียภาพผู้คนและเหตุการณ์ที่น่าสนใจรอบ ๆ ตัวคุณและรวมถึงสามารถบอกได้ว่ารูปที่เราถ่ายนั้นอยู่ที่ไหนได้อีกด้วยค่ะ

google-translate

5. Google Translate ตัวช่วยที่จะทำให้คุณเป็นกูรูด้านในการแปลภาษาขั้นอัจฉริยะ ได้ถึง103 ภาษา ไม่ใช่แค่การพิมพ์ข้อความแล้วกดแปลเท่านั้น และทำได้ถึงขั้นฟังเสียงแล้วแปล หรืออ่านข้อความจากกล้องก็ทำได้และยังสามารถใช้ได้ถึงแม้จะไม่มีอินเทอร์เน็ตอีกด้วยคะ หรือถ้าคุณกลัวจะอ่านออกเสียงภาษาท้องถิ่นไม่ถูก ก็ให้ Google Translate อ่านออกเสียงให้ก็ได้นะคะเจอแอพนี้เข้าไป จะกลายเป็นเรื่องง่ายขึ้นหลายเท่าตัวเลยล่ะคะ

agoda-app

6. Agoda App  สุดยอดแอปพลิเคชั่นที่จะช่วยท่านค้นหาดีลที่พักสุดคุ้ม และจองที่พักทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะที่ใดในโลก ช่วยให้คุณสามารถค้นหา และจองโรมแรมทั่วโลกได้มากกว่า 160,000 แห่งและสามารถกรองข้อมูลโรงแรมที่เหมาะสมกับงบประมาณและไลฟ์สไตล์ของคุณได้ นอกจากนั้นยังมี Deal ต่างๆ ให้คุณเลือกใช้สิทธิได้อย่างสบายใจ

tripit7. TripIt: Travel Organizer แอพที่สามารถจัดการเรื่องเกี่ยวกับการก่อนเที่ยวทั้งการค้นหาตั๋วเครื่องบินการจองโรงแรม, จองรถเช่า ทำให้คุณไม่พลาดข้อมูลท่องเที่ยว แต่สำหรับรุ่น Pro จะมีการบอกข้อมูลแบบ Real Time และมีการแจ้งเตือนเรื่องสายการบินได้อีกด้วยค่ะ

จาก 7 แอพพลิเคชั่น ที่ช่วยให้การท่องเที่ยวของคุณดีขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ ที่จะคอยมาช่วยเหลือและอยู่เคียงข้างคุณ ยังไงก็อย่ารอช้า ใครที่เตรียมแพลนที่จะเดินทางเก็ตรียมดาวน์โหลดใส่มือถือไว้ได้เลยนะคะ เพื่อให้การเดินทางท่องเที่ยวของคุณในครั้งนี้ เป็นไปแบบสนุกสุดเหวี่ยง โดยไม่ต้องกังวลว่าจะมีปัญหาใดๆ ตามมาอีกแล้วล่ะคะ

 

 

สิ่งสำคัญคือ Customer Journey แต่จะให้ผู้บริโภครับรู้แบรนด์นั้นสำคัญกว่า!!

สิ่งสำคัญคือ Customer Journey แต่จะให้ผู้บริโภครับรู้แบรนด์นั้นสำคัญกว่า!!

จากบทความที่แล้วที่ได้กล่าวถึงเรื่อง Customer Journey สิ่งที่นักการตลาดและผู้ทำธุรกิจต้องรู้ให้เท่าทันผู้บริโภค วันนี้ผมก็มีอีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญซึ่งต่อมาจากบทความเรื่อง Customer Journey ที่ได้กล่าวถึงการเดินทางของกลุ่มเป้าหมาย ตั้งแต่การพบ การค้นหาสินค้าหรือบริการ ไปจนถึงการซื้อสินค้าหรือบริการของเรา จนถึงการบอกต่อ แต่ปัจจุบัน การที่จะรับรู้แค่ผังการเดินทางของผู้บริโภค(Customer Journey)นั้นยังไม่พอ สิ่งที่ยากกว่าการรู้การเดินทางของผู้บริโภคนั้นคือการที่จะให้ผู้บริโภคนั้นรับรู้ในตัวของแบรนด์และเริ่มที่จะพิจารณาแบรนด์ จนมาซื้อแล้วไปบอกต่อ  อันดับแรกเราไปดูพฤติกรรมของลูกค้าบนสื่อออฟไลน์และออนไลน์กันก่อนครับ

พฤติกรรมของลูกค้าบนสื่อออฟไลน์ตอนนี้เป็นอย่างไร?

เห็นโฆษณาในหน้าแรกหนังสือพิมพ์ >>> ฟังโฆษณาในทีวี >>> สอบถามคนใกล้ตัวที่เคยใช้สินค้า >>> ขับรถไปที่ร้านค้า เพื่อทดสองหรือดูสินค้า >>> ตัดสินใจซื้อสินค้า

พฤติกรรมของลูกค้าบนสื่อออนไลน์ตอนนี้เป็นอย่างไร?

เห็นโฆษณาบน Facebook >>> ค้นหาข้อมูลบน (Search Engine) >>> หาข้อมูลรีวิวสินค้าบริการนั้น >>> สอบถามคนใกล้ตัว >>> แชทหรือโทรสอบถาม แต่ยังไม่ซื้อ >>> กลับไปค้นหารายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติม >>> เปรียบเทียบข้อมูล ราคา โปรโมชั่น >>> ตัดสินใจซื้อสินค้า

สิ่งสำคัญคือ Customer Journey แต่จะให้ผู้บริโภครับรู้แบรนด์นั้นสำคัญกว่า!!

ทั้งนี้เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะครองใจ Customer Journey ได้ทั้งหมดทุกกระบวนการ เราจึงควรมีวิธีการที่จะทำผู้บริโภคเป้าหมายนั้นให้รู้จักในตัวของแบรนด์และเริ่มที่จะพิจารณาสนใจจะซื้อแบรนด์  โดย 4 วิธีการดังนี้

  1. ต้องมั่นใจก่อนว่าแบรนด์นั้นจะถูกเจอโดยผู้บริโภคได้

ผู้บริโภคในยุคนี้ต่างค้นคว้าสิ่งที่ต้องการผ่านช่องทางออนไลน์ทั้งนั้น  เราต้องมั่นใจว่าเมื่อกลุ่มผู้บริโภคค้นหาแล้วจะเจอแบรนด์ของเราอยู่ในผลการค้นหา เช่น Search ต้องเจอแบรนด์เราในหน้าแรก หรือบทความตามเว็บที่เกี่ยวข้องต้องมีการพูดถึงแบรนด์เรา รวมทั้งเมื่อเข้ามาค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับแบรนด์เรานั้นต้องทำให้ผู้บริโภคมั่นใจว่า เราจะนำเสนอสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการได้ ทั้งนี้อีกสิ่งที่สำคัญก็คือต้องทำให้สามารถรองรับสมาร์ทโฟนได้ เพราะปัจจุบันผู้บริโภคจะใช้สมาร์ทโฟนค้นหาข้อมูลเป็นส่วนใหญ่ครับ

  1. หน้าร้านมีบทบาทสำคัญ และการทำให้การซื้อนั้นสะดวกยิ่งขึ้น

ปัจจุบันผู้บริโภคไม่ได้แค่เพียงซื้อของผ่านช่องทางออนไลน์เท่านั้นช่องทางออฟไลน์หรือหน้าร้านก็ยังเป็นส่วนสำคัญ เพราะการมีหน้าร้านและทำให้ผู้บริโภคได้มีประสบการณ์กับของจริงนั้นทำให้ผู้บริโภคนั้นตัดสินใจได้ดีขึ้นและสามารถมี Action ในการซื้อได้ทันที

  1. จับเสียงของผู้บริโภคในออนไลน์

บางครั้งผู้บริโภคจะเข้าไปปรึกษารวมถึงแชร์เรื่องราวประสบการณ์ต่าง ๆ ผ่านช่องทาง Social Media  ทั้งด้านดีและไม่ดีของแบรนด์ออกไป การเข้าไปฟังเสียงผู้บริโภคที่สื่อสารกันบน Social Media นั้นจะทำให้เรารู้ว่าผู้บริโภคนั้นกำลังคิดอย่างไร และจะสามารถทำผู้บริโภคนั้นพิจารณาหรือตัดสินใจซื้อสินค้าเราได้อย่างไร ถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นจะแก้ไขปัญหาของผู้บริโภคที่เกิดขึ้นกับแบรนด์อย่างไร

  1. เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคและสร้างการควบคุมมากยิ่งขึ้น

การเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคนั้นเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก เราจะต้องเข้าใจเรื่องพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างมากเพื่อที่จะทำการวางแผนโฆษณาบนสื่อต่างๆ ให้สอดคล้องกัน และยังต้องเข้าใจด้วยว่าผู้บริโภคนั้นต้องการอะไร และจะควบคุมผู้บริโภคนั้นต่อไปได้อย่างไร ให้อยากได้สินค้าเพิ่มมากขึ้นไปอีก

สิ่งสำคัญคือ Customer Journey แต่จะให้ผู้บริโภครับรู้แบรนด์นั้นสำคัญกว่า!!

สรุปก็คือการที่จะให้ผู้บริโภคนั้นรับรู้ในตัวของแบรนด์และเริ่มที่จะพิจารณาแบรนด์ก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กับการเดินทางของกลุ่มเป้าหมาย(Customer Journey) เราจึงควรนำมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับธุรกิจของเรา ทั้งนี้ธุรกิจของเราจะ รอดหรือร่วง ขึ้นอยู่กับหลายตัวแปร ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของเราที่ต้องศึกษาและทำหลายๆวิธี การศึกษาเพียงด้านเดียว หรือศึกษาเพียงผิวเผินอาจไม่เพียงพออีกต่อไป เฉกเช่นเดียวกับพฤติกรรมผู้บริโภค หรือกลุ่มเป้าหมายของเรา อาจจะมีหลายด้านและอาจจะเปลี่ยนไปได้ตลอดเวลา เราจึงควรจะศึกษาหลายๆด้านและพร้อมจะรับข้อมูลใหม่ๆเพื่อนำมาปรับปรุง พัฒนาธุรกิจของเราให้รุ่งเรืองต่อไปครับผม..

 

การตลาดทางอารมณ์ Emotional Marketing คืออะไร

การตลาดทางอารมณ์ Emotional Marketing คืออะไร

คงมีหลายครั้งที่เราตั้งใจจะไปซื้อของอย่างหนึ่งแต่สุดท้ายกลับได้ของอีกอย่างหนึ่งมาแทน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะเราได้ถูกดึงดูดโดย Emotional Marketing เข้าให้แล้ว ซึ่ง Emotional Marketing หรือการตลาดทางอารมณ์ เป็นการสื่อสารด้วยอารมณ์ ความรู้สึกของกันและกัน โดยการสร้างอัตลักษณ์ขึ้นมา หากแบรนด์ใดที่สามารถสร้างอัตลักษณ์ของตัวเองขึ้นมาแล้วนำไปวางไว้ในใจของผู้บริโภค จนสามารถเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกได้ แบรนด์นั้นจะมีความแข็งแกร่งขึ้นมาทันที เรียกได้ว่าเล่นกับอารมณ์ความรู้สึกของผู้บริโภค เป็นกลยุทธ์การตลาดเชิงรุกที่มุ่งเน้นการเข้าถึงความต้องการของผู้บริโภคและกระตุ้นอารมณ์ ความรู้สึก และสร้างความภักดีในยี่ห้อ (Brand Royalty) การตลาดฉบับ Emotional Marketing จึงเป็นสิ่งดึงดูดความสนใจจากผู้บริโภคมาก ซึ่งเทคนิคการใช้กลยุทธ์ตลาดแบบ Emotional Marketing มีวิธีดังนี้

การตลาดทางอารมณ์ Emotional Marketing

1.หาความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค

สิ่งแรกที่เราต้องทำก็คือการหาความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภค เช่น เป็นผู้ได้รับความนับถือ เป็นคนสวยและหล่อ เป็นคนมีเสน่ห์ น่ารักสดใส เป็นต้น การค้นหาข้อมูลในส่วนนี้ถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากเพราะมันจะเป็นโครงสร้างของกลยุทธ์ Emotional Marketing ทั้งระบบ

2.นำความต้องการที่ได้ไปวางแผน

เมื่อได้ข้อมูลแล้วขั้นต่อมาเราต้องกำหนดทิศทางว่าผลิตภัณฑ์ของเราจะนำความรู้สึกของผู้บริโภคในด้านใดมา และนำมาเขียนแผนการตลาดในรูปแบบของ Emotional Marketing

3.ช่วยสร้างเอกลักษณ์ให้กับสินค้า

กลยุทธ์ Emotional Marketing แตกต่างจากกลยุทธ์แบบอื่นมากที่สุดตรงที่ผลิตภัณฑ์จะมีเอกลักษณ์เป็นของตนเองอย่างชัดเจน เพราะผลิตภัณฑ์ทั่วไปมักมุ่งขายคุณสมบัติเป็นหลัก แตกต่างจากการตลาดแบบ Emotional Marketing ที่จะเน้นความรู้สึกเป็นหลัก ในหนึ่งผลิตภัณฑ์ควรมีเอกลักษณ์ได้เพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น เพราะถ้าเปลี่ยนแปลงรูปแบบบ่อยก็จะทำให้ผลิตภัณฑ์ไม่เป็นที่จดจำ

4.ควรใช้ครีเอทีฟมืออาชีพ

หลังจากสร้างเอกลักษณ์ได้แล้วขั้นต่อมาคือเราจะต้องหาครีเอทีฟหรือเอเจนซี่โฆษณามืออาชีพเข้ามาทำการสร้างสรรค์ผลงานให้เรา ซึ่งประสบการณ์ความรู้ความเชี่ยวชาญของพวกเขาจะช่วยพัฒนาแผนงาน Emotional Marketing ให้ก้าวเดินไปข้างหน้าได้มากกว่าที่เราจะลงมือทำเองทั้งหมด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราจะลองศึกษา วิเคราะห์ ในเรื่องนี้ด้วยตัวเองก่อนก็ไม่ผิดแต่อย่างใด

5.นำเสนอผ่านสื่อได้หลากหลาย

ขั้นสุดท้ายคือการนำแคมเปญดังกล่าวออกขายตามสื่อต่างๆ เพื่อกระจายไปสู่ผู้บริโภค  และให้ผลิตภัณฑ์เป็นที่รู้จักในหมู่ผู้บริโภคเร็วยิ่งขึ้น  แต่ทั้งนี้การสร้างสรรค์ผ่านสื่อต่างๆ ควรมีรูปแบบแคมเปญเดียวกันตามเอกลักษณ์ที่ได้กำหนดมา เพียงแต่ต้องปรับเปลี่ยนลักษณะให้แตกต่างกันออกไปตามสื่อนั้นๆ

การตลาดทางอารมณ์ Emotional Marketing

อารมณ์ความรู้สึกเป็นหนึ่งในไม่กี่สิ่งที่มีอำนาจต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคมากกว่าเหตุผล Emotional Marketing  จึงเป็นคำตอบที่เราจะใช้กลยุทธ์นี้เพื่อมัดใจผู้บริโภค เมื่อไหร่ที่เราสามารถสร้างอัตลักษณ์ขึ้นมาให้อยู่ในใจผู้บริโภคได้ ทำให้คนรับรู้และศรัทราในเอกลักษณ์ของผลิตภัณฑ์เราได้แล้ว เมื่อคนเรามีความเชื่อและศรัทราในสิ่งนั้นแล้ว ความจงรักภักดีกับสิ่งๆ นั้นก็จะตามมาเอง

 

 

log in

Captcha!

reset password

Back to
log in
Choose A Format
Personality quiz
Trivia quiz
Poll
Story
List
Open List
Ranked List
Meme
Video
Audio
Image